ด้าน พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. เปิดเผยว่า โครงการของบ้านพักหรูที่เข้าตรวจค้นได้ขอหมายค้นตรวจสอบ 5 หลัง แต่นิติบุคคลของโครงการแจ้งว่า มีบ้านที่อยู่ในความครอบครองเจ้าของเดียวกันรวม 19 หลัง จึงได้เข้าตรวจสอบ พบคนจีน 22 คน เมียนมา 10 คน กัมพูชม 2 คน และคนพื้นที่สูง 1 คน
ผลการตรวจสอบวีซ่าที่ใช้เข้าประเทศไทย พบว่าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว 41 คน ยังมีวีซ่าพิเศษ เข้าออกประเทศไทยไม่จำกัด วีซ่าบั้นปลายชีวิต และวีซ่านักท่องเที่ยว อีกทั้งการวิเคราะห์เส้นทางการเงินยังพบบัญชีม้า และความเชื่อมโยงกับคดีอื่นๆ ทางตำรวจสอท.ก็จะเก็บข้อมูลไว้เชื่อมโยงกับคดีอื่นๆ ที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน
ขณะที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้ที่ยื่นเรื่องร้องเรียนให้ตำรวจตรวจสอบ เปิดเผยว่า คดีนี้ต่างจากคดีของนายตู้ห่าว ที่จะเป็นอาชญากรรมจากกลุ่มคนจีนสีเทาที่เห็นได้อย่างชัดเจน แต่คดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่ตรวจสอบได้ยาก หรือเรียกว่า Indirect Crime เนื่องจากมีความซับซ้อนในแผนปทุษกรรม ทั้งเรื่องการเงิน และวิธีการหลอกลวงแบบไฮบริดสแกม แต่ในการฟอกเงินจะใช้คนไทยมาเป็นนอมินีแทนเหมือนเดิมเพื่อให้จัดตั้งบริษัท รวมทั้งมีทั้งกลุ่มที่จะจ่ายเงินกับเจ้าหน้าที่
หลังจากนี้ก็เชื่อว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลางของกลุ่มทุนจีน สีเทา ซึ่งจะเข้ามาก่อเหตุอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก จีนมีการปราบปรามกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายมากขึ้นและจะหนีหมายจับมาในไทย รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน เพราะจะไม่ไปในทวีปยุโรป ซึ่งการเข้ามาอยู่ในไทยของคนจีน จะเห็นได้ว่ามักจะรวมกลุ่มกันอยู่จำนวนมาก ซื้อบ้าน 10-20 หลัง
โดยกลุ่มคนจีน สีเทา เหล่านี้ยังพบความเชื่อมโยงกับนายจ้าวเหว่ย รวมทั้ง กลุ่ม Y Group กาสิโนใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเงินก็จะหมุนเวียนอยู่กับกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้
ส่วนประเทศไทยก็เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนจีนเข้ามาในไทยได้ง่าย เพราะมีวีซ่าหลายรูปแบบ แต่ไม่มีการเชื่อมโยงระบบหมายจับของประเทศจีนเพื่อให้ตรวจสอบคัดกรองคนที่ผิดกฎหมายก่อนเข้าประเทศ