สำหรับประเด็นการนำข้อมูลไปขายต่อหรือไม่นั้น พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่า จากการสอบปากคำ จ่าสิบโท เขมรัตน์ ยืนยันว่ามี 3 เจตนา ในการโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลนี้ คือ1.เพื่อต้องการประกาศขาย เนื่องจากต้องการเงิน 2.ต้องการโพสต์ให้คนสนใจ ใช้ข้อมูลของบุคคลมีชื่อเสียง ในลักษณะการข่มขู่ และ3.พอรู้ว่ามีการติดตามจับกุม ก็การเบี่ยงเบนประเด็นไปเรื่องการเมือง
ผู้ต้องหาคิดว่า ตำรวจไม่สามารถจับกุมตัวได้ จึงหลบหนีโดยขับรถไปจังหวัดเชียงราย ระหว่างหลบหนีไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ และทิ้งเครื่องมือสื่อสารทุกอย่าง แต่มีการทิ้งเบาะแสคือการแวะไปหาเพื่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ก่อนมุ่งไปที่จังหวัดเชียงราย เพียงคนเดียว ขณะที่เส้นทางการเงินจากการตรวจสอบพบว่าไม่มีการเชื่อมโยงไปยังภรรยา เพราะพบว่าในบัญชีภรรยามีจำนวนเงินหลักร้อยเท่านั้น
พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวีอกว่า จากการสืบสวนตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ที่ผ่านมา ตำรวจได้ตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้ พบ IP อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตรงกับที่พักของจ่าสิบโท เขมรัตน์ และเมื่อตรวจพยานแวดล้อมและ สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็นำไปสู่การรวบรวมหลักฐานจนสามารถจับผู้ต้องหาได้ในวันนี้
ส่วนข้อสงสัยที่ว่าจะมีบุคคลอื่นหรือมีผู้บังคับบัญชาเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น พล.ต.ท.วรวัฒน์ มองว่า ไม่น่าเกี่ยวข้อง เนื่องจากการตรวจสอบที่พักพบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง หากมีคนสั่งการหรือมีหน่วยงานที่ควบคุมดูแล ก็ควรจะมีสถานที่ ที่เป็นความลับในการก่อเหตุมากกว่า