ศาลปกครองสั่งระงับโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา
09 มี.ค. 2566 | katatep_lue

ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้ระงับโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชี้ไม่ชอบด้วยกฏหมาย จนกว่าจะทำตามระเบียบสำนักนายกฯในการจัดทำการรับฟังความเห็นประชาชน จัดทำอีไอเอ
ข่าว
09 มี.ค. 2566 | katatep_lue

ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้ระงับโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชี้ไม่ชอบด้วยกฏหมาย จนกว่าจะทำตามระเบียบสำนักนายกฯในการจัดทำการรับฟังความเห็นประชาชน จัดทำอีไอเอ
9 มีนาคม 2566 ที่ศาลปกครองกลาง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลปกครองพิพากษา คดีที่เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม ผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับพวก 12 ราย ยื่นฟ้อง คณะรัฐมนตรี ,คณะกรรมการอำนวยการโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ,กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4
ขอให้ศาลเพิกถอนโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และ ผู้ถูกฟ้องคดี ยกเลิกการดำเนินโครงการดังกล่าวทั้งหมด เเละทำตามรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จัดรับฟังความคิดเห็นประชาชาชนเเละดำเนินการเกี่ยวกับการดูเเลเเม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากการดำเนินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยการไม่ได้เผยเเพร่ข้อมูลข่าวสารให้คน กทม.เเละประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ไม่มีกระบวนการส่วนร่วมของประชาชน
โดยศาลปกครองพิเคราะห์เเล้วเห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยวิธีการอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แล้ว ส่วนการเผยแพร่ข้อมูล ในระบบเครือข่ายสารสนเทศ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งสามครั้งมิได้ ระบุถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่ประชาชนที่อยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพอยู่ในสถานที่ ที่จะดำเนินโครงการและพื้นที่ใกล้เคียง และประชาชนทั่วไป รวมทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยา ความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบดังกล่าว กรณีจึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ครบถ้วนของระเบียบดังกล่าว
นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การ ว่า ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามข้อ 11 ของระเบียบเดียวกัน และสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นไม่เกิน 15วัน หลังจากการรับฟังความคิดเห็นแล้ว แต่เมื่อพิจารณาเอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใด ที่แสดงให้เห็นว่ามีการประกาศเผยแพร่ข้อมูลโครงการและสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น ตามวันเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้าง
กรณีจึงรับฟังว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มิได้ดำเนินการ ให้เป็นไปตามข้อ 11และข้อ 12ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2558 ที่กำหนดให้ต้องประกาศให้ประชาชนทราบถึงวิธีการ รับฟังความคิดเห็นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนเริ่มดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและ จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและประกาศให้ประชาชนทราบภายใน 15วัน นับแต่ วันที่เสร็จสิ้นการรับฟังความคิดเห็น ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสองในกรณีนี้จึงฟังขึ้น
รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง บัญญัติว่า การดำเนิน โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมิน ผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน,พรบ.ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ส่วนที่ 4 การทำรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลใช้บังคับในขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1มีมติในการประชุมเมื่อ เห็นชอบการดำเนินโครงการพิพาท
อย่างไรก็ดี โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีเจตนารมณ์ ให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองไว้มีสภาพบังคับได้ทันทีที่รัฐธรรมนูญประกาศ ให้มีผลใช้บังคับโดยไม่ต้องรอให้มีการบัญญัติกฎหมายอนุวัติการมาใช้บังคับก่อน การบังคับใช้ บทบัญญัติมาตรา 46 วรรคหนึ่ง แห่ง พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ จึงต้องดำเนินการให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง ด้วย จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวซึ่งมีผลผูกพันองค์กรของรัฐ จึงเห็นว่า การที่แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำ สายหลักของประเทศที่มีความสำคัญทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิตของ ผู้คน รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อโครงการพิพาทกำหนดให้มีการก่อสร้าง สะพานและสิ่งปลูกสร้างอื่นล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งแม่น้ำ รูปแบบโดยทั่วไป เป็นทางเดินจักรยานกว้างประมาณ 10 เมตร และมีแผนก่อสร้างโครงการยาว 14กิโลเมตร จึงอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างมาก กรณีจึงอยู่ใน ความหมายเป็นการดำเนินการโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อมที่จะต้องจัดให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
แม้การดำเนินโครงการพิพาทได้มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการจัดทำเพื่อเสนอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมนำเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการตาม พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งเเวดล้อมเเห่งชาติเพื่อทราบเท่านั้น
กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้จัดทำรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามนัยมาตรา 4ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 67วรรคสอง ซึ่งมีผลใช้บังคับขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1มีมติ เห็นชอบการดำเนินโครงการพิพาท ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีทั้ง 12 ในกรณีนี้จึงฟังขึ้น
กรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 12 อ้างว่า การดำเนินโครงการพิพาทขัดต่อพระราชบัญญัติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาตรา 10 เนื่องจากไม่มีการขออนุญาตและได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร นั้น เห็นว่าพรบ.โบราณสถานฯมาตรา10 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ต่อเติม ทำลาย เคลื่อนย้ายโบราณสถานหรือส่วนต่าง ๆ ของโบราณสถาน หรือขุดค้น สิ่งใด ๆ หรือปลูกสร้างอาคารภายในบริเวณโบราณสถาน เว้นแต่จะกระทำตามคำสั่งของอธิบดี หรือได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี และถ้าหนังสืออนุญาตนั้นกำหนดเงื่อนไขไว้ประการใด ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นด้วย
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือ จากอธิบดีกรมศิลปากร การจะปลูกสร้างอาคารโครงการพิพาท ภายในบริเวณโบราณสถานทั้งแปดแห่งข้างต้น จึงอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 จะต้องได้รับการอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากรเสียก่อน ข้ออ้างของ ผู้ฟ้องคดีทั้ง 12 จึงฟังขึ้น ด้วยเหตุผลดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น
จึงเห็นว่าการดำเนินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ (โครงการพิพาท) เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พิพากษาให้ระงับการก่อสร้างโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 จนกว่าจะได้มีการดำเนินการตามข้อ 7วรรคหนึ่ง (7) และวรรคสอง ข้อ 11และข้อ 12ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือรายงานการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมโครงการดังกล่าวจะได้ดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมบัญญัติไว้โดยครบถ้วน รวมทั้งเจ้าท่ามีอำนาจอนุญาตและ ได้อนุญาตให้ก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำแม่น้ำได้ตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และ อธิบดีกรมศิลปากรได้มีคำสั่งเป็นหนังสืออนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารภายในบริเวณโบราณสถาน ตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในบริเวณ ที่โครงการพาดผ่าน
สำหรับคำสั่งเกี่ยวกับคำขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาที่ห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 4 ดำเนินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเฉพาะในส่วนของแผนงานที่ 1 คือ ทางเดิน ริมแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว ให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือ ศาลมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น