พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ด้านการสืบสวนสอบสวนทั่วประเทศได้ระดมเร่งรัดหมายจับค้างเก่า สถิติหมายจับเดิมมีอยู่ประมาณ 12,000 กว่าหมายจับ ซึ่งได้จับกุมตามหมายจับไปแล้วกว่า 4,000 หมายจับ คิดเป็น 47-48 เปอร์เซ็น ในเวลา 9 เดือนสามารถจับกุมตามหมายจับค้างเก่าได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็น สำหรับมาตรการเตรียมความพร้อมการประชุมเอเปค ทางผบ.ตร. ได้เน้นย้ำให้ฝ่ายสืบสวน ปิดล้อมตรวจค้น หอพัก บ้านเช่า อพาร์ตเม้นต์ โรงแรม เพื่อทำพื้นที่ปลอดภัยให้มากขึ้น ทุกครั้งที่มีการปิดล้อมตรวจค้นจะมีการตรวจเก็บดีเอ็นเอของบุคคลต้องโทษ และเก็บหัวกระสุนปลอกกระสุน โดยใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย ซึ่งฐานข้อมูลจะทำการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของสามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อเป็นมาตรการความปลอดภัยในช่วงการเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมเอเปค
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนด้านการป้องกันปราบปราม มีการระดมจับกุมผู้ต้องหาเกี่ยวกับอาวุธปืนและยาเสพติด ขณะนี้มีการขยายผลต่อเนื่องไปถึงต้นทางการผลิต โดยจะได้ปราบปรามอย่างครบถ้วนทุกมิติ ในการสืบสวนหาข่าวได้ร่วมกับทางพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางทหารและหน่วยงานต่างประเทศ CIA, FBI ได้ข้อมูลข่าวสารมาทำการพิสูจน์ทราบโดยได้ประสานกับทางพล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผบ.ตร. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ขณะนี้ได้เฝ้าระวังอยู่เพื่อความมั่นใจเรื่องการประชุมเอเปคได้ทำงานกันในทุกมิติ
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ได้เตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง และได้มีการเปิดศูนย์อย่างไม่เป็นทางการที่ห้องศรียานนท์ ตร. ตั้งแต่เมื่อวานนี้ โดยให้ระดับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานทั้งของตำรวจและหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในคณะอนุกรรมการรักษาความปลอดภัยและการจราจร โดยในวันที่ 12 พ.ย.นี้ จะมีการซักซ้อมกันรอบสุดท้าย ส่วนวันที่ 14 พ.ย. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีจะมาเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ โดยวันเดียวกันจะมีการประชุมของเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศเอเปคต่างๆ เป็นวันแรก ช่วงบ่ายนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ส่วนด้านการข่าวตำรวจไม่ได้ทำเพียงคนเดียวได้มีคณะอนุกรรมการรักษาความปลอดภัยและการจราจร จะมีรัฐมนตรีช่วยกลาโหมเป็นหัวหน้าดูแลเรื่องการข่าวทั้งหมด ร่วมกับภาคีเครือข่ายของฝ่ายทหาร ความมั่นคง สำนักข่างกรอง โดยจะมีการประชุมทุกวัน จะนำข้อมูลต่างๆ มาทำงานร่วมกัน เป็นไปตามแผนต่างๆ ที่วางไว้หมด ขณะนี้ยังไม่มีความผิดปกติอะไร ส่วนภัยคุกคามอื่นไม่ได้ประมาทจะพยายามติดตามตลอด และจะปิดล้อมตรวจค้นจุดที่เชื่อว่าอาจจะมี เคยมีหรือใช้เป็นแหล่งพักพิง เรื่องการตั้งจุดตรวจเข้มแข็งทั่วทุกภาค รวมถึงแนวพรมแดนต่างๆ ช่องทางธรรมชาติ และที่จะเข้ามาในเขตกรุงเทพฯ โดยตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. ได้มีการตั้งด่านในพื้นที่กรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว ส่วนการซักซ้อมต่างๆ ได้ดำเนินการไปเกือบครบถ้วนเหลือการซักซ้อมวันที่ 10 และ 12 พฤศจิกายนนี้จะมีการซักซ้อมใหญ่ ส่วน 11 พ.ย.ทางพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไปดูการซักซ้อมการต่อต้านก่อการร้ายที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในช่วงเช้าด้วย
ถามถึงผู้ชุมนุมที่จะอาจจะมีการชุมนุมในช่วงนี้ ทางพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้สรุปชัดเจน ได้ติดตามความคืบหน้าอยู่ตลอดและเตรียมความพร้อมใช้กำลังกองร้อยควบคุมฝูงชน บริเวณพื้นที่ศูนย์ประชุม โรงแรมที่พัก เส้นทางต่างๆ จะมีการประกาศให้เป็นพื้นที่ห้ามไม่ให้มีการกีดขวางเส้นทางจราจรต่างๆ โดยวันที่ 16-18 พ.ย.นี้ จะเป็นวันหยุดราชการ ซึ่งเป็นวันหยุดต่อเนื่อง 5 วัน ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดยังไม่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ได้ติดตามโดยตลอด ทั้งนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการจังหวัดพูดคุยทำความเข้าใจอะไรต่างๆ ที่คุยกันได้ภายในก็อยากให้คุยกันไม่อยากให้มาทำให้เกิดบรรยากาศของความตึงเครียด อยากให้เกิดความอบอุ่นประทับใจกับประเทศที่มาร่วมประชุมในครั้งนี้
เมื่อถามถึงกรณีการปิดล้อมมีการปะทะและวิสามัญมือลอบวางเพลิงและวางระเบิด ในพื้นที่จ.ปัตตานี ทำให้มีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิต 1 ราย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า เป็นการทำงานของตำรวจภูธรภาค 9 เป็นเรื่องของมีหมายจับต่างๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง เป็นแผนของการทำงานร่วมกัน ทราบว่ามีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งวันนี้ทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 จะไปเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนผมจะหาโอกาสไปหลังจากการประชุมเอเปคเสร็จสิ้น
ถามต่อว่ามีความเชื่อมโยงกับเอเปคหรือไม่ เพราะมีประวัติเคยก่อเหตุป่วนเมื่อปี 2559 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเป้าหมายที่ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง แต่จะเชื่อมโยงหรือไม่ เราไม่ได้ไปคิดขนาดนั้น เป็นเป้าหมายที่มีโอกาส หรือที่อาจจะเกี่ยวข้องก็จะทำงานให้เต็มที่
เมื่อถามถึงการโจมตีทางไซเบอร์ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ทางรัฐบาลได้ยกระดับให้ข้าราชการไซเบอร์แห่งชาติมาเป็นผู้ควบคุมกำกับดูแลให้ทุกหน่วยงานเข้ามาร่วมปฏิบัติการร่วมกัน เชื่อว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทั้งนี้ตำรวจได้เตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร 80-90 เปอร์เซ็นแล้ว