น.ส.เอ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เข้าไปทำงานที่บ้านหลังดังกล่าว เป็นเวลาเกือบ 2 ปี แทบไม่เคยได้ออกจากบ้านเลย ซ้ำตนต้องขายรถ โน๊ตบุ๊ก โทรศัพท์ เครื่องประดับ ให้เงินเจ้านายไป 270,000 บาท ไม่รวมกับเงินเดือนที่ถูกยึดไปในแต่ละเดือน บางครั้งต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้ รวมถึงซื้ออาหารกินเอง แม้ตนจะถูกทำร้ายก็ไม่เคยส่งไปรักษาพยาบาล เพียงแต่ให้กินยาให้หายเอง อย่างจมูกตนหักมาเดือนกว่าก็ยังไม่ได้รักษา หายใจได้จากจมูกข้างขวาข้างเดียว โดยตนยังถูกข่มขู่ว่าถ้าคิดหลบหนี จะตามมาหิ้วตัว
อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่ารู้จักกันกับเจ้านายมาก่อนก็ไม่ได้เอะใจที่มีการฝากให้เป็นทหารแต่เข้ามารับใช้ตำรวจ ทั้งนี้ ตนก็ไม่เคยเจอตัว ส.ว.รายนี้เลย ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา ตอนนี้ต้องการขอให้ครอบครัวปลอดภัยก็พอ และไม่คิดจะกลับไปทำงานอีกแล้ว ขณะเดียวกัน ตนยังติดหนี้กับเจ้านายเป็นเงินกว่า 70,000 บาท จากการที่ลาออกจากราชการ โดยอ้างว่าเป็นค่าที่ฝากตัวเองเข้าไปทำงาน ซึ่งพ่อแม่ไปเจรจาพร้อมคืนเงินให้แล้วแต่คู่กรณีไม่ยอม และยังจะเอาเงินอีก 450,000 บาท
ด้าน แม่ผู้เสียหาย กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตอนลูกโทรศัพท์มาลาตนก็ใจหาย จึงไปรับกลับโดยที่ลูกไม่รู้ แต่เจ้านายก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอม จึงไปขอกำลังตำรวจมาพาตัวออกไป พอพบลูกก็เปิดแผลให้ดู เห็นสภาพหน้าแตก ดั้งหัก โดยสัปดาห์ก่อนต้องขายทรัพย์สินหาเงินไปให้