เนชั่นทีวี

ข่าว

ทวี แฉขยะพิษทะลักทั่วไทย จี้แก้กฎหมาย คุ้มครองสิทธิชาวบ้าน

03 พ.ย. 2569 | titayu_pur

ทวี แฉขยะพิษทะลักทั่วไทย จี้แก้กฎหมาย คุ้มครองสิทธิชาวบ้าน

ทวี สอดส่อง แฉขบวนการลักลอบนำเข้า ขยะพิษ และสารเคมีอันตรายทะลักทั่วไทย ชี้เป็นการทุจริตเชิงโครงสร้าง จี้รัฐบาลแก้กฎหมาย คุ้มครองสิทธิชาวบ้าน

ทวี สอดส่อง แฉขบวนการลักลอบนำเข้า ขยะพิษ และสารเคมีอันตรายทะลักทั่วไทย ชี้เป็นการทุจริตเชิงโครงสร้าง จี้รัฐบาลแก้กฎหมาย คุ้มครองสิทธิชาวบ้าน

KEY

POINTS

  • ทวี แฉขยะพิษและกากสารเคมีทะลักทิ้งทั่วประเทศ: พบกากแคดเมียมกว่า 15,000 ตัน ขยะพิษ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกลักลอบทิ้งและเผา กระทบแหล่งน้ำและชุมชนหลายจังหวัด
  • ชี้ทุจริตเชิงโครงสร้างและกฎหมายเปิดช่องเอื้อทุน: กฎกระทรวงพาณิชย์ฉบับใหม่เปิดช่องยกเว้นใบอนุญาตธุรกิจบริการ ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติถ่ายเทเงินและหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ
  • จี้แก้กฎหมายคืนความยุติธรรมและคุ้มครองประชาชน: เรียกร้องรัฐบาลแก้ไขกฎหมาย ยกระดับการบังคับใช้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสิทธิพื้นฐานของประชาชน

3 พฤศจิกายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ แฉขบวนการลักลอบขนย้ายและนำเข้า ขยะพิษ สารเคมี และขยะอิเล็กทรอนิกส์ลักลอบทิ้งทั่วประเทศ หลังพบการทุจริตเชิงโครงสร้างที่เปิดช่อง ให้กลุ่มทุนผูกขาดโยกถ่ายทรัพย์สินจนชาวบ้านแบกรับผลกระทบ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่ง แก้กฎหมาย และแก้ปัญหาเชิงนโยบายเพื่อคืนสิทธิการมีชีวิตรอดและ คุ้มครองสิทธิชาวบ้าน จากพิษภัยสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน  

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดโปงขบวนการลักลอบนำเข้า จัดเก็บ และทิ้งกากสารพิษอันตรายทั่วประเทศ โดยระบุว่า “ขยะพิษ” คือผลของการทุจริตเชิงโครงสร้างและช่องโหว่ทางการเงิน ต้องคืนอำนาจฟ้องคดีให้ชุมชนผู้เสียหาย

 

ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข GDP หรือผลกำไรของกลุ่มทุนผูกขาด แต่วัดที่สิทธิการมีชีวิตรอดของประชาชนคนธรรมดา

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ที่ผ่านมาผลสำรวจความไม่โปร่งใสของหน่วยงานรัฐมักถูกตอบโต้ด้วยการแก้ตัวหรือการฟ้องร้อง แต่วิกฤตขยะพิษในปัจจุบันคือ “ประจักษ์พยาน” ชัดเจนที่สุด เนื่องจากหน่วยงานที่ตกเป็นเป้าความเสี่ยงการทุจริต ล้วนเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลมลพิษทางน้ำ ผังเมือง ป่าไม้ โรงงานอุตสาหกรรม ศุลกากร และการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เจ้าหน้าที่บางส่วนอาศัยช่องโหว่ใส่ “เกียร์ว่าง” จนเสมือนเป็นนั่งร้านคุ้มครองกลุ่มทุนโดยไม่ต้องรับผิด

 

พ.ต.อ.ทวี ได้อ้างอิงข้อมูลเชิงประจักษ์จากรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ซึ่งพบพฤติการณ์ความผิดปกติร้ายแรง 6 ประการ

1. บ่อขยะพิษสูงเท่าตึก 7 ชั้นที่ปราจีนบุรี: บ่อขยะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 350 ไร่ ขุดลึกจนอยู่เหนือชั้นน้ำใต้ดินเพียง 10 เมตร มีการลักลอบนำสารเคมีนอกใบแจ้งจากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มาทิ้งจนเกิดเพลิงไหม้ปล่อยไอพิษซ้ำซาก กองกากยิปซัมฤทธิ์กรดใน อ.ศรีมหาโพธิ ถูกน้ำฝนชะลงแหล่งน้ำสาธารณะ

 

2. ผังเมืองเอื้อนายทุน: พบการอนุญาตให้ถมดินปิดขวางทางน้ำใน อ.ศรีมหาโพธิ ส่งผลให้น้ำหลากพัดพาเอาสารเคมีและโลหะหนักลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี ทำลายระบบน้ำอุปโภคบริโภคของชุมชน

 

3. ขบวนการนอมินีสวมใบอนุญาต: กลุ่มทุนต่างชาติใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นบังหน้า ยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการตัดบดยาง แต่เบื้องหลังกลับลักลอบหลอมสารเคมีและรีไซเคิลกากพิษ เช่น กรณีโรงงานใน จ.ชลบุรี ซึ่งถูกดำเนินคดีไปแล้วถึง 17 คดี แต่ยังคงลักลอบเปิดดำเนินการและปล่อยน้ำเสียลงใต้ดิน

 

4. ปริศนากากแคดเมียม 15,000 ตัน: ขบวนการลักลอบขุดและขนย้ายกากแคดเมียมจาก จ.ตาก มากระจายซุกซ่อนใน จ.สมุทรสาคร และ จ.ชลบุรี โดยยังไม่มีคำตอบทางบัญชีควบคุมวัตถุอันตรายว่า กากพิษจำนวนหลายพันตันหลุดรอดจากระบบขนส่งที่มีใบกำกับทางราชการทุกเที่ยวได้อย่างไร

 

5. ด่านศุลกากรรอยรั่วบาน-พึ่งข้อมูลนอกเตือน: กรณีการสกัดฝุ่นแดงจากเตาหลอมเหล็ก หนัก 816 ตัน (ราว 100 ตู้คอนเทนเนอร์) ต้นทางจากประเทศแอลเบเนีย เกิดขึ้นได้เพราะองค์กรเฝ้าระวังระหว่างประเทศส่งสัญญาณเตือน สะท้อนความล้มเหลวของระบบคัดกรองสินค้าขาเข้า ขณะที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศยังคงทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

 

6. ปัญหาการโยนสำนวนคดี: กรณีมลพิษโลหะหนักปนเปื้อนในอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 จ.ฉะเชิงเทรา เกิดปัญหาการเกี่ยงสำนวนระหว่างตำรวจท้องที่ ตำรวจ บก.ปทส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี ชี้ว่าปัญหานี้ฝ่ายบริหารสั่งการเพียงอย่างเดียวไม่สำเร็จ จำเป็นต้องแก้ที่ระดับกฎหมาย

 

ประเด็นที่น่าจับตาคือกลไกทางการเงินของกลุ่มทุนมลพิษ

 

พ.ต.อ.ทวี ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งเชิงนโยบาย ในขณะที่รัฐบาลประกาศปราบปรามนอมินี แต่กระทรวงพาณิชย์กลับออกกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2569 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 28 ส.ค. 2569)

 

กฎกระทรวงดังกล่าวเปิดช่องให้บริษัทยกเว้นการขอใบอนุญาตสำหรับการให้บริการระหว่างบริษัทในเครือ ทั้งด้านงานบริหาร ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และ “การค้ำประกันหนี้” ซึ่งส่งผลให้รัฐไม่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงทางการเงินของเครือข่ายทุนต่างชาติได้เลย

 

รูปแบบการผ่องถ่ายทรัพย์สินเพื่อลอยแพผู้เสียหายจะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ขั้นที่ 1: โรงงาน A ตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจกากของเสียอันตราย ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและเครื่องจักร

 

ขั้นที่ 2: บริษัทแม่ดำเนินการกวาดเงินสดและสภาพคล่องของโรงงาน A เข้าสู่บัญชีกลาง (Cash Pooling) พร้อมทั้งตั้งแท่นเรียกเก็บค่าบริการจัดการ ค่าไอที ออกจากโรงงาน A ทุกเดือน

 

ขั้นที่ 3: โรงงาน A นำทรัพย์สิน ที่ดิน และเครื่องจักรที่เหลืออยู่ ไปจดทะเบียนค้ำประกันหนี้ให้กับ “บริษัท B” ซึ่งเป็นบริษัทอื่นในเครือ

 

ขั้นที่ 4: เมื่อเกิดเหตุกากพิษรั่วไหลทำลายสิ่งแวดล้อม แม้ชาวบ้านจะรวมพลังฟ้องคดีจนชนะในศาล แต่โรงงาน A จะอยู่ในสภาพล้มละลาย เหลือเพียงซากโรงงานและหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เหลือทรัพย์สินใดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำมาชดใช้ค่าเสียหาย

 

นอกจากนี้ นิยามของคำว่า “บริษัทในเครือ” ตามตัวบทดังกล่าวยังนับจาก “จำนวนคน” ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการหรือถือหุ้นซ้ำกัน โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาตามสัดส่วนการถือหุ้นจริง ส่งผลให้กลุ่มนอมินีที่ถือหุ้นเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างสายสัมพันธ์ไขว้เพื่อผูกค้ำประกันหนี้ให้แก่กันได้อย่างถูกกฎหมาย เป็นผลให้กำไรถูกโอนย้ายไปพักไว้ในต่างประเทศหรือบริษัทเครือข่าย แต่ทิ้งความฉิบหายและสารก่อมะเร็งไว้กับชุมชน

 

ข้อเสนอผ่าทางตัน : กระบวนการยุติธรรมที่ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

 

เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการทุจริตอย่างยั่งยืน พ.ต.อ.ทวี ได้เสนอแนวทางปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสิ่งแวดล้อม 6 ข้อเร่งด่วน

 

1. คืนอำนาจให้ชุมชนเป็น “ผู้เสียหายทางตรง”: แก้ไขหลักเกณฑ์ทางกฎหมายให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษมีสถานะเป็นผู้เสียหายโดยตรง สามารถยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้เอง รวมถึงฟ้องดำเนินคดีแพ่งและอาญากับโรงงานผู้ก่อมลพิษได้ทันที โดยไม่ต้องตกอยู่ใต้เงื่อนไขการรอสำนวนจาก ป.ป.ช., DSI, ตำรวจ หรืออัยการ เพื่อตัดวงจรดองคดีและการแทรกแซงทางการเมือง

 

2. อุดช่องโหว่การค้ำประกันหนี้ในเครือ: บัญญัติข้อห้ามมิให้โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับกากอันตรายนำทรัพย์สินไปผูกพันค้ำประกันหนี้ให้บริษัทอื่นในเครือ ยกเลิกเกณฑ์นับบริษัทในเครือจากจำนวนคน พร้อมบังคับให้เปิดเผยภาระผูกพันการค้ำประกันและรายการระหว่างกันในงบการเงินอย่างละเอียด

 

3. จัดตั้งกองทุนหลักประกันและคุ้มครองสิทธิชุมชน: กำหนดเงื่อนไขให้โรงงานจัดการกากอันตรายต้องวางเงินสดค้ำประกันความเสียหายตามต้นทุนการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมจริง ฝากไว้ในบัญชีเฉพาะที่บริษัทแม่ไม่สามารถแตะต้องได้ และบังคับทำประกันภัยความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งตั้งกองทุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีของชาวบ้าน เพื่อป้องกันการถูกกลุ่มทุนฟ้องปิดปาก

 

4. ตรวจสอบงบดุลกากสารเคมี: บังคับตรวจนับบัญชีกากของเสีย “ยอดนำเข้า - ปริมาณที่บำบัดจริง - ยอดคงเหลือในคลัง” ทุกไตรมาส และรายงานเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อป้องกันการลักลอบนำไปฝังกลบ

 

5. ยกระดับศาลสิ่งแวดล้อมชำนัญพิเศษ: ให้อำนาจศาลมีคำสั่งระงับกิจการที่ก่อผลกระทบชั่วคราวได้ทันที และในคดีแพ่งต้องกลับภาระการพิสูจน์ ให้ตกแก่ผู้ก่อมลพิษเป็นฝ่ายพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เนื่องจากพยานหลักฐานและข้อมูลทางเคมีทั้งหมดอยู่ในความครอบครองของโรงงาน

 

6. ประชาพิจารณ์ต้องสะท้อนเสียงจริง: การรับฟังความเห็นต้องมาจากประชาชนในรัศมีที่ได้รับผลกระทบจริง หากพบการจัดตั้งประชาคมเท็จหรือจ้างวานผู้มีส่วนร่วม ต้องดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งให้ทบทวนกฎกระทรวงที่ลดทอนอำนาจการตรวจสอบของภาครัฐโดยด่วน

“ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะของโลก และปอดของคนไทยไม่ได้มีไว้ฟอกสารพิษให้อุตสาหกรรมข้ามชาติ เมื่อขยะพิษและขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกแอบนำมาฝังกลบทำลายทรัพยากรบนแผ่นดินเรา ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ อำนาจในการปกป้องชีวิตและชุมชน ถูกส่งกลับคืนสู่มือประชาชนอย่างแท้จริง” พ.ต.อ.ทวี ระบุทิ้งท้าย 

ข่าวล่าสุด