เนื่องจากก่อนหน้านี้มีหลายกลุ่มจัดม็อบชิมลางมาแล้ว โดยเฉพาะ ม็อบสนธิ ลิ้มทองกุล ที่จัดชุมนุมในกรุงเทพฯ ไปแล้ว 2 ครั้ง ในประเด็น "ต่อต้านยิว" และ "ฮั้ว สว." รวมถึงการจัดชุมนุมในต่างจังหวัดอีก 2 ครั้ง ที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และที่จังหวัดภูเก็ต
สำหรับประเด็นการโจมตีและประท้วงรัฐบาลนั้น ส่วนใหญ่เป็นประเด็นภาพรวมเนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เผชิญสารพัดปัญหา แตะไปจุดไหนก็พบประเด็น แต่ยังไม่มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ “ม็อบจุดติด” จนกลายเป็นม็อบขนาดใหญ่ได้ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เคยเกิดม็อบ Gen Z และสหภาพแรงงานในฝรั่งเศสจนขยายผลไปทั่วยุโรปหลายประเทศ แม้มีความพยายามปลุกกระแสจากแกนนำพรรคคนรุ่นใหม่บางปีกในไทยแต่ก็ปลุกไม่ขึ้น
ขณะที่ “กำนันมะโน” ถือเป็นม็อบอีกขั้วหนึ่ง คือ ขั้วอนุรักษ์นิยม โดยตัวกำนันมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานปกครองท้องที่ ถือเป็นคนของรัฐ จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ และไม่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มจ้องล้มรัฐบาลภายใต้การนำของเครือข่ายสีส้ม ทำให้เกิดคำถามว่าม็อบกำนันมะโนจะจุดติดจริง หรือเป็นเพียงการปั่นกระแสกันแน่
มุมมองด้านความมั่นคง 3 เหตุผลซับแรงกระแทก ทำไมไทยรอดจลาจลรุนแรง
จากการเปิดเผยของ “ข่าวข้นคนข่าว” ซึ่งได้สัมภาษณ์อดีตหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงระดับประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษางานความมั่นคงให้กับหลายหน่วยงาน ได้ให้ข้อมูลประเมินสถานการณ์แยกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้
1. ความเสี่ยงการเกิดจลาจลรุนแรงจากวิกฤตเงินเฟ้อและค่าครองชีพ
ภาพรวมโอกาสเกิดการประท้วงจนลุกลามเป็นจลาจลแบบฝรั่งเศสหรือยุโรปยังเป็นไปได้น้อย เนื่องจาก
- โครงสร้างอัตราเงินเฟ้อและพลังงานต่างกัน ยุโรปเผชิญราคาพลังงานพุ่งสูงเฉียบพลันจากสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบต่อการดำรงชีวิตในช่วงฤดูหนาวโดยตรง ขณะที่ไทย อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดีกว่า และรัฐบาลมักใช้กลไกกองทุนน้ำมัน รวมถึงการอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพื่อตรึงราคาพลังงาน ไม่ให้พุ่งสูงแบบก้าวกระโดดจนประชาชนรับไม่ไหว
2.บทบาทของสหภาพแรงงาน สหภาพแรงงานในยุโรปมีความแข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะในฝรั่งเศส หากมีการตัดลดสวัสดิการหรือขยายอายุเกษียณ จะสามารถระดมคนนับแสนหยุดงานประท้วงและยกระดับได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากไทยที่บทบาทของสหภาพแรงงานมีขอบเขตจำกัด การประท้วงส่วนใหญ่มักขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองมากกว่าประท้วงหยุดงานจากปัญหาปากท้องเพียงอย่างเดียว
3.กลไกรองรับทางสังคมแบบไทยๆ ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น ร้านอาหารริมทาง ตลาดนัด และภาคเกษตรกรรมในต่างจังหวัด ช่วยให้ประชาชนมีแหล่งอาหารและทางเลือกในการประหยัดค่าครองชีพ หากตกงานหรือเผชิญวิกฤตในเมืองใหญ่ก็สามารถกลับภูมิลำเนาได้ รวมถึงวัฒนธรรมครอบครัวไทยที่มีการพึ่งพาอาศัยกันสูง ทำให้แรงกดดันไม่พุ่งถึงจุดระเบิดเป็นจลาจลได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม อดีตบิ๊กความมั่นคงได้เตือนถึงปัจจัยเสี่ยงที่ไทยต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ปัญหาภัยแล้งและราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำหนัก ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดถนนเรียกร้องการประกันราคา รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสม ที่แม้จะไม่เกิดจลาจลบนท้องถนน แต่อาจแสดงออกในรูปแบบของอาชญากรรม ปัญหาความเครียดในสังคม และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจระยะยาว
เส้นทางเคลื่อนขบวน เจาะ 5 จุดยุทธศาสตร์สายใต้มุ่งหน้าทำเนียบฯ
ในการเคลื่อนขบวนของกำนันมะโน ได้มีการกำหนดจุดนัดพบและตั้งเวทีปราศรัยตามเส้นทางสายใต้รวม 5 จุด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย
- สี่แยกควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช: จุดเริ่มต้น (Start) ซึ่งเป็นสมรภูมิประวัติศาสตร์ของคนใต้ จากการรวมตัวของม็อบราคาพืชผลทางการเกษตรโดยไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
- โคออฟ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี: ฐานที่มั่นดั้งเดิมของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ (กำนันสุเทพ) อดีตแกนนำม็อบ กปปส. ที่เคยนำมวลชนเรือนล้านชุมนุมขับไล่รัฐบาล นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
- เขาพาง อ.เมือง จ.ชุมพร: พื้นที่รู้จักกันในนาม “ถนนลอยฟ้า” จุดชมวิวรอยต่อ อ.เมือง กับ อ.ท่าแซะ หากมีการรวมพลจุดนี้และขึ้นไปบนเขาพาง อาจใช้เป็นจุดพักค้างแรม มีการปราศรัยย่อย และสร้างความสนใจจากนักท่องเที่ยว ช่วยไม่ให้มวลชนเกิดความเบื่อหน่าย
- สวนสาธารณะเพชรบุรี อ.เมือง จ.เพชรบุรี: เส้นทางผ่านสำคัญของรถบรรทุกและระบบขนส่งลงสู่สายใต้ทั้งหมด
- ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ: หมุดหมายปลายทางหลักของการชุมนุมประท้วง
ประเด็นต้องจับตา เคลื่อนพล 1,000 คัน จะถึงทำเนียบฯ หรือถูกสกัดก่อน?
ประเด็นคำถามที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจในขณะนี้ คือ มวลชนภายใต้การนำของกำนันมะโนจะสามารถเคลื่อนขบวนไปถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลได้จริงหรือไม่ เนื่องจากหลายฝ่ายเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับระหว่างทาง
หากปล่อยให้ขบวนรถจำนวน 500-1,000 คัน มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ย่อมส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักหน่วง ไม่นับรวมถึงมวลชนสายอื่นที่อาจเข้ามาสมทบเพิ่มเติมอีกในอนาคต