สอดคล้องกับข้อมูลจาก วงศธร สรณะ เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ที่สะท้อนความสูญเสียว่า สวนทุเรียนจำนวน 800 ต้นของตน มีโอกาสรอดไม่ถึง 200 ต้น ซึ่งหมายถึงการสูญเสียต้นทุนที่ทุ่มเทมาตลอด 5 ปี ทั้งยังไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าที่ชัดเจน ตนและเกษตรกรจำนวนมากประเมินสถานการณ์ไม่ถูก ทำให้ไม่สามารถลดความสูญเสียได้ดีเท่าที่ควร แม้ตนจะพยายามเตรียมความพร้อมขนย้ายอุปกรณ์การเกษตรและปุ๋ยล่วงหน้าแล้วก็ตาม
เดชรัตกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้หลายพื้นที่กำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูเยียวยา โดยได้วิเคราะห์ถึงปัญหาของกระบวนการเยียวยาจากภาครัฐในปัจจุบัน พบว่ามีข้อบกพร่อง 5 ประการ ได้แก่
1. ความล่าช้า: กระบวนการจ่ายเงินช่วยเหลืออาจกินเวลานาน 5-6 เดือน เนื่องจากขาดแคลนเจ้าหน้าที่เดินสำรวจแปลง และมีขั้นตอนการอนุมัติตามลำดับขั้นจากระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ
2. อัตราเยียวยาต่ำ ไม่สะท้อนความจริง: เงินชดเชยที่รัฐบาลกำหนดไม่เพียงพอต่อการลงทุนใหม่ เช่น นาข้าวได้รับความช่วยเหลือเพียง 2,240 บาทต่อไร่ ส่วนไม้ผลหรือสวนทุเรียน หากตายทั้งหมดได้ 6,800 บาทต่อไร่ และหากชะงักการเจริญเติบโตได้เพียง 3,400 บาทต่อไร่
3. เพดานชดเชยต่ำเกินจริง: เกณฑ์เยียวยาปศุสัตว์และประมงจำกัดเพดานไว้ต่ำมาก เช่น โค-กระบือไม่เกิน 5 ตัว สุกรไม่เกิน 10 ตัว ไก่ไข่ไม่เกิน 1,000 ตัว และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่เกิน 5 ไร่ ทำให้เกษตรกรที่เลี้ยงในปริมาณมากกว่าเกณฑ์ไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
4. ขาดการดูแลช่วงฟื้นฟู: รัฐยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือไม้ยืนต้นที่ชะงักการเติบโต และไม่มีการกำกับดูแลราคาปัจจัยการผลิตที่อาจฉวยโอกาสปรับตัวสูงขึ้น
5. พักชำระหนี้อย่างเดียวไม่เพียงพอ: การพักหนี้เพียงอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเงินทุนก้อนใหม่เพื่อเริ่มต้นการผลิตรอบใหม่ โดยเฉพาะพืชที่ต้องปลูกใหม่หรือโรงเรือนที่ได้รับความเสียหาย
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เดชรัตได้เสนอแนวทางเร่งด่วนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงเกณฑ์การช่วยเหลือ ทั้งอัตราและเพดานการชดเชยให้สะท้อนความเสียหายที่แท้จริง โดยพิจารณาใช้งบกลางเข้ามาเสริม
พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเร่งส่งทีมผู้เชี่ยวชาญและงบประมาณลงพื้นที่ฟื้นฟูไม้ผลที่ยังไม่ตายเพื่อรักษาสวนเอาไว้ หากดำเนินการไม่สำเร็จ รัฐบาลต้องช่วยเหลือในระดับเดียวกับกรณีเสียหายทั้งหมด โดยเดชรัตเสนอให้นำเทคโนโลยี เช่น ดาวเทียมและโดรน มาช่วยประเมินความเสียหาย พร้อมมอบอำนาจให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ตัดสินใจเพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน รวมถึงต้องทบทวนข้อจำกัดเรื่องทะเบียนเกษตรกร โดยเปิดช่องให้ผู้ที่ไม่ได้ปรับปรุงทะเบียน ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ หรือผู้เช่าที่ดิน สามารถใช้หลักฐานอื่นยืนยันการทำเกษตรและความเสียหายจริงได้
ในด้านมาตรการทางการเงิน เดชรัตแนะนำให้รัฐบาลหารือกับ ธ.ก.ส. เพื่อจัดทำโครงการปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยต้องครอบคลุมถึงการสนับสนุนเงินทุนที่เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นใหม่ การจัดทำประกันภัยพืชผลเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต การกำหนดระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ในช่วงต้นที่ยังไม่ให้ผลผลิต และโครงสร้างการชำระหนี้ที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการหาแนวทางเพิ่มรายได้เสริมในระยะเริ่มต้น