ฟาดแรงอดีตตุลาการประเคนคำแสลงใจ "รัฐประหารเงียบ"
"รัฐธรรมนูญระบุไว้แล้วว่า การลงมติใดๆ ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้าท่านเข้าใจคำว่าประมาณ ท่านก็ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องมาชี้นำสังคมในทางที่ผิด ปัจจุบันนี้ผู้รู้หรือกูรูทั้งหลายไม่ทำตัวเป็นกลาง ราชบัณฑิตมีไว้เพื่อให้ความรู้และทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ใช่ชี้นำว่าฝ่ายนี้ผิดหรือฝ่ายนี้ถูก ท่านกล่าวหาเกินเลยถึงขนาดว่าเป็นรัฐประหารเงียบ ท่านพูดได้อย่างไร คำนี้มันแสลงใจ เพราะไม่ใช่หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ท่านเคยทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยในขณะที่เป็นตุลาการ แต่เมื่อออกมาแล้ว ท่านลืมว่าต้องมีจริยธรรมของนักกฎหมาย ตนอยากเตือนสติท่านทั้งหลายที่ออกมาพูดชี้นำ ท่านเป็นผู้ใหญ่ เคยมีตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรอิสระด้วยซ้ำไป บางท่านยังเป็นผู้ที่ร่วมกันออกประมวลจริยธรรม ทำไมไม่คิด ตอนที่มีหน้าที่ทำไมไม่แก้ไข หรือไม่มีเวลาแก้ไข ทำอะไรอยู่ พอออกมาแล้วไปว่าคนอื่นไม่ดี จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ จะสูงจะต่ำอยู่ที่ทำตัว" พันตำรวจเอก กอบ กล่าว
เมื่อถามว่า จะยื่นสอบจริยธรรม สส. ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการโกง สว. ด้วยหรือไม่ พันตำรวจเอก กอบ คิดว่า สส. คงทราบว่าตนเองอยู่ภายใต้จริยธรรมเช่นกัน
"แต่ สส. บางท่านก็ไม่มีวุฒิภาวะ ท่านจบจากต่างประเทศมา เอากฎหมายต่างประเทศมาใช้กับประเทศไทยมันไม่ได้ จะมากล่าวหาว่าเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาถือว่าเป็นความลับ มันไม่ใช่ เพราะฉันจะรู้ว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาคืออะไร และขณะนี้ กกต. ไม่ได้มีคำวินิจฉัย เพียงแต่มีมติ แล้วท่านก็ไปชี้นำว่าเป็นการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว มันไม่ใช่ คนต้องมีเหตุมีผล เป็นนักกฎหมายต้องมีเหตุผลและมีหลักจริยธรรม สื่อก็ต้องมีจริยธรรมของสื่อ" พันตำรวจเอก กอบ กล่าว
พันตำรวจเอก กอบ กล่าวต่อว่า สมาชิกวุฒิสภาอยู่มาตลอด 2 ปี ไม่เคยโต้แย้งโต้เถียง เรายอมรับการตรวจสอบ ไม่เคยว่าใคร สส. ก็ไม่เคยว่าแม้แต่คำเดียว ถ้าจะว่าก็พูดในรัฐสภา ไม่มีการออกไปตั้งโต๊ะข้างนอกทำให้ประชาชนสับสน ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนปัญหาปากท้อง น้ำท่วม ไฟไหม้ เคยหันไปดูเขาหรือไม่ มีแต่เอกชนที่เตรียมของไปช่วยประชาชน พอหันหลังก็มีคนขโมยไปแล้วว่าเป็นของตัวเอง อย่างนี้ควรทำหรือไม่
"เป็นเด็กเป็นเล็ก ควรดูว่าผู้ใหญ่เขาทำอะไร ไม่ใช่อะไรก็จะเอาอวตารมาเที่ยวว่าเที่ยวตำหนิให้เขาเสียหายไปหมด ไม่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเลย นอกจากทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นในโซเชียลแล้วทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย" พันตำรวจเอก กอบ กล่าว
พันตำรวจเอก กอบ กล่าวต่อว่า อยากจะพูดมานานแล้วว่าทำงานฝ่ายนิติบัญญัติถูกกล่าวหาอยู่ฝ่ายเดียว แต่เราเคารพกฎหมายจึงไม่พูด ตอนนี้พอเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็กลับบอกว่าเสร็จแล้ว แล้วมาถาม 4-5 ข้อ มีสิทธิ์อะไร เป็น สส. มีสิทธิ์มาตรวจสอบ สว. หรือ เพราะคนที่ตรวจสอบ สว. คือองค์กรอิสระ
"รัฐสภาประกอบไปด้วย สส. 500 คน สว. 200 คน รวมเป็น 700 คน เขาหลีกเลี่ยงไม่ให้ใช้คำว่า 500 เพราะธรรมเนียมไทยถือว่า 500 ไม่ดี และทุกคนมี 1 สิทธิ์ 1 เสียงเท่ากัน อย่ามาก้าวก่าย ปัจจุบันท่านเป็นกรรมาธิการก็ก้าวก่ายหน่วยงานของรัฐ จะเรียกใครมาก็ออกเป็นคำสั่งเรียก ท่านก็ใช้กันพร่ำเพรื่อ บางเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ประโยชน์ของประชาชน ก็พยายามเอามาเป็นประเด็นให้เกิดขึ้นในโซเชียล ประชาชนเดือดร้อนมากี่ปีแล้ว ไม่เห็นมีใครออกไปช่วยเหลือประชาชนเลย เพียงแต่พูดแล้วไม่ทำ ผมบอกได้เลยว่าปัญหาเรื้อรังที่การปกครองไม่มีเสถียรภาพ เพราะขาดภาวะผู้นำ" พันตำรวจเอก กอบ กล่าว
พันตำรวจเอก กอบ กล่าวต่อว่า การกล่าวหา สว. ว่ามีที่มาโดยมิชอบ ตนทักท้วงตั้งแต่วันแรกที่ DSI ยื่นมือเข้ามาแล้วว่าไม่มีอำนาจสอบสวนแม้แต่นิดเดียว ยกเว้น กกต. เชิญเข้ามาให้ช่วยทำ ถ้าเขาไม่เชิญมาก็ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต. มีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง แต่ในกฎหมาย DSI มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจพิเศษที่ตนเองทำได้โดยอัตโนมัติผ่านคณะกรรมการคดีพิเศษ
"การเอาเรื่องของการได้มาซึ่ง สว. เป็นคดีพิเศษ อย่างนี้ก็ร่วมกฎหมายหรือไม่ และ กกต. ที่พยายามดึง DSI เข้ามาทำเรื่องนี้ ท่านปฏิบัติหน้าที่ชอบหรือไม่ ที่บอกว่าคณะที่ 26 คือใคร คือ DSI 3 คน กกต. 4 คน และประธานคือนักวิชาการประจำวุฒิสภา ไปเป็นอย่างไร อย่างนี้จะมีความเป็นกลางและมีอคติหรือไม่ ขอให้ไปตรวจสอบด้วย อย่าตรวจสอบเฉพาะ สว. เพราะเรามาโดยชอบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 107" พันตำรวจเอก กอบ กล่าว
พันตำรวจเอก กอบ กล่าวยืนยันว่า การเลือกตั้ง สว. เป็นไปตามกฎหมาย และการแนะนำตัวของ สว. ก็ย่อมกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในการเลือก สส. ต้องมีการแสดงรายจ่ายต่อการเลือกตั้งแต่ละครั้งว่าใช้เงินเท่าไหร่ แต่ สว. ไม่มี มีเพียงแค่ค่าสมัคร 2,500 บาท อย่างนี้เป็นการฟอกเงินหรือไม่ มันเกิน 300 ล้านหรือไม่ ถ้าเกิน 300 ล้านและเป็นคดีพิเศษ ก็อยู่ในอำนาจของ DSI ไม่ใช่เอากฎหมาย กกต. ไปเป็นอำนาจคดีพิเศษ แล้วพยายามยึดโยงเอาคดีพิเศษมาเป็นหลักฐานในคดีไต่สวน สว. อย่างนี้ชอบหรือไม่
เมื่อถามว่า จะใช้ช่องทางอื่นในการตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ เช่น การรวบรวมรายชื่อส่งประธานวุฒิสภายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ พันตำรวจเอก กอบ กล่าวว่า ไม่อยากให้ความเห็นทางกฎหมายเพราะไม่มีหน้าที่ตรงนั้น แต่สิทธิ์ของทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อนเท่ากัน จะใช้ช่องทางใดก็ต้องมีกฎหมายรองรับเป็นหลักของกฎหมายมหาชน ที่บอกว่าไม่มีกฎหมายไม่มีอำนาจ เมื่อกฎหมาย กกต. ให้อำนาจในการตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหลายก็อยู่ที่ กกต. คำวินิจฉัยของ กกต. ให้เป็นที่สุด
เตือน "ไอลอว์" ป่วนสังคมไร้กฎหมายรองรับ เสี่ยงโดนอาญา ม.116
เมื่อถามว่า ไอลอว์ยังต้องคอยเปิดข้อมูลพยานหลักฐานอยู่ จะต้องยื่นดำเนินคดีด้วยหรือไม่ พันตำรวจเอก กอบ กล่าวว่า คิดได้ว่าการกระทำแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ไอลอว์มีวัตถุประสงค์อะไร ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องของกฎหมาย ไม่ใช่ไปชักจูงชี้นำ หรือจูงใจให้เข้าใจผิด
"ไอลอว์เป็นใคร กกต. เป็นใคร สว. เป็นใคร สส. เป็นใคร ซึ่ง กกต. สว. สส. มีกฎหมายรองรับในการทำหน้าที่แล้วไอลอว์มีหรือไม่ จะกล่าวหาใครโดยอิสระทำได้หรือ ไปรอเป็นนักกฎหมาย ครอบครัวไอลอว์ก็เป็นนักกฎหมาย แต่เอากฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคม ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 116" พันตำรวจเอก กอบ กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า จะมีการดำเนินคดีในส่วนนี้หรือไม่ พันตำรวจเอก กอบ กล่าวว่า ถือว่าเป็นสิทธิ์ของคนที่ได้รับผลกระทบ