ส่วนกรณีที่ดินบางส่วนในบึงรับน้ำคู้บอนที่ตก เป็นของบริษัทดังนั้น นายอรรถวิชช์ ระบุว่า บริษัทไม่ได้ทำผิดอะไรจากการเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ท่านผู้ว่าตัดสินใจพับโครงการด้วยความเกรงใจที่ปรึกษาของท่านหรือไม่ เพราะก่อนเข้ามาร่วมทีมชัชชาติ ที่ปรึกษาคนดังกล่าวยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของบริษัทแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันก็ยังดำรงตำแหน่งอยู่
นายอรรถวิชช์ ระบุว่า เคยยื่นเรื่องต่อกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในสภาสมัยที่ 26 และยืนยันว่า เป้าหมายไม่ใช่การเรียกร้องให้นายชัชชาติลาออก แต่ต้องการให้ กทม. ทบทวนและนำ “บึงรับน้ำคู้บอน” กลับมาเดินหน้าอีกครั้ง หลังโครงการเดิมเคยวางให้ทำงานควบคู่กับอุโมงค์ยักษ์หนองบอน เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำและแก้ปัญหาน้ำท่วมฝั่งตะวันออก แต่วันนี้ กทม. จะเดินหน้าเฉพาะอุโมงค์เท่านั้น
สำหรับร่างผังเมือง กทม.ปี 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึง วันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 นายอรรถวิชช์ ระบุว่า ไม่ปรากฏว่ามีพื้นที่บึงรับน้ำคู้บอนอยู่ในร่างผังเมือง จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากพื้นที่ดังกล่าวไม่ถูกสงวนไว้ในผังเมือง อาจส่งผลต่อการรักษาพื้นที่ไว้รองรับน้ำในอนาคต
ด้าน นางสาวชวลักษณ์ เวียงวิเศษ ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ ยืนยันว่า ชาวบ้านเรียกร้องให้สร้างบึงคู้บอนมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อพักน้ำก่อนเข้าสู่ชุมชน หลังพื้นที่ริมคลองคู้บอน คลองสามวา และคันนายาวเผชิญน้ำท่วมสูงในปี 2554 โดยระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่เข้าร่วมประชาพิจารณ์ไม่ได้คัดค้านโครงการ อีกทั้งยังได้เข้าร่วมประชุมกับนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ถึง 2 ครั้ง และร่วมกับสภาผู้บริโภคหารือเรื่องบึงรับน้ำและผังเมืองกับ กทม.
นางสาวชวลักษณ์ กล่าวว่า ชาวบ้านติดตามเรื่องกับสำนักงานเขตและ กทม. ต่อเนื่อง กระทั่งการหารือกับนายวิศณุ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ได้รับข้อมูลว่า กทม.จะไม่สร้างบึงคู้บอนและบางชัน แต่จะใช้ระบบอุโมงค์ระบายน้ำแทน พร้อมย้ำว่า ชาวบ้านได้สนับสนุนการสร้างอุโมงค์ แต่ต้องการให้มีบึงรับน้ำคู้บอนควบคู่กันด้วย เพื่อเพิ่มพื้นที่พักน้ำและลดผลกระทบต่อชุมชนฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ