ศึกในศาล นัดอ่านคำพิพากษาคดีประธาน กสทช.
ศาลปกครอง นัดอ่านคำพิพากาษา คดีประธาน กสทช. เวลา 15.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 12 ชั้น 3 อาคารศาลปกครองกลาง โดย สื่อมวลชนทุกสำนักปักหลักเกาะติดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นคดีโครงสร้างพื้นฐานและโทรคมนาคมระดับแสนล้าน ทั้งนี้ ทางศาลปกครองกลางได้วางมาตรการเข้มงวด โดยจัดการถ่ายทอดสดการอ่านคำพิพากษามายังห้องสัมมนา 3 ชั้น B1 ห้ามบันทึกภาพและเสียงทุกกรณี และอนุญาตให้คู่กรณีให้สัมภาษณ์ได้เฉพาะนอกเขตพื้นที่ศาล (นอกรั้ว) เท่านั้น โดยจะมีเอกสารข่าวแจกสรุปย่อให้อย่างเป็นทางการ
เวทีปลุกมวลชน ชำแหละทุนต่างชาติ-นอมินี
26 กันยายน 2569 พธม.เคลื่อนทัพลงใต้ ปักหมุดเวทีปราศรัยใหญ่ "หาดใหญ่" ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณหน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะมีการรวมตัวของขุนพลฮาร์ดคอร์และนักเคลื่อนไหวแถวหน้า นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ (ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน), นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี) และ นายนิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา) โดยกลุ่มเครือข่ายแพทย์วิถีธรรม จังหวัดสงขลา นำโดย นายมงคลวัฒน์ รัตนชล ร่วมเป็นหัวเรือใหญ่ในการระดมพล จับตาการปราศรัยโจมตีและกดดันการทำงานของรัฐบาลอย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นร้อนเรื่อง "การต่อต้านกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีฮุบสมบัติชาติ" คาดการณ์ว่าจะมีมวลชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมสมทบประมาณ 200 - 250 คน เพื่อเป็นสารตั้งต้นในการกระจายกระแสไปทั่วประเทศ
นาทีระทึกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี "บัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ด"
28 กันยายน 2569 วันพิพากษา ชี้ชะตาเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมลงมติและทำคำวินิจฉัยในเวลา 09.00 น. ในคดีประวัติศาสตร์ว่า "บัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ด ถือเป็นความลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่" และคำวินิจฉัยนี้จะลุกลามส่งผลให้ การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต้องถูกตัดสินให้เป็น "โมฆะ" หรือไม่
แนวทางการวินิจฉัย แบ่งเป็น 2 แนวทาง กล่าวคือ หากไม่โมฆะ รัฐบาลเดินหน้าทำงานต่อ ลุยโครงสร้างนโยบายได้เต็มสูบ หากโมฆะ ส่งผลให้ประเทศไทยจะดิ่งสู่สุญญากาศทางการเมืองทันที ต้องเซตซีโร่ (Set Zero) จัดการเลือกตั้งใหม่ งบประมาณและแผนงานรัฐบาลทั้งหมดต้องสะดุดหยุดลง
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมถ่ายทอดสดคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการในเวลา 14.00 น. ซึ่งถือเป็นวินาทีชี้ชะตากรรมของนักการเมืองทั้งสภา ขณะที่วันเดียวกันนี้ เป็นกำหนดการที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศพอดี การแลนดิ้งสู่ผืนแผ่นดินไทยในวันนั้น จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่า ผู้นำรัฐบาลรายนี้จะกลับมาเพื่อรับ "ข่าวดี" ที่จะได้ไปต่อ หรือ "ข่าวร้าย" ที่อาจเปลี่ยนทิศทางกระดานอำนาจและโครงสร้างรัฐบาล
เวทีเสวนาเดือด ชำแหละปมร้อน "คดีฮั้ว ส.ว."
30 กันยายน 2569 ก่อนจะปิดท้ายสัปดาห์เดือดด้วยระเบิดเวลาลูกที่สามในวันสิ้นปีงบประมาณ 30 กันยายน กับเวทีชำแหละปมร้อน "คดีฮั้ว ส.ว." โดย ราชบัณฑิตยสภา เปิดเวทีเสวนาทางวิชาการในโครงการ "ราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคม" ครั้งที่ 13 เวลา 10.00 - 12.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (อาคารซี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ) และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ของสำนักงาน
เวทีเสวนาวิชาการรอบนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสสังคมที่กำลังจับตาอย่างหนักหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติชี้มูลความผิดและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อดำเนินคดีอาญากับกลุ่มผู้ถูกร้องกรณีทุจริตการเลือก ส.ว. จำนวน 77 ราย (เป็น ส.ว. 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย) เวทีนี้จึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณขยี้แผลลึกทางการเมืองที่อาจเชื่อมโยงและส่งผลกระทบไปถึงเครือข่ายอำนาจระดับประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลที่ได้รับเชิญมาร่วมเวทีเสวนา จัดเป็นอาจารย์บรมครูทางกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษกฤษฎา บุณยสมิต อดีตผู้ตรวจอัยการ ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา ทำหน้าที่เป็นประธานเปิดงานและชี้แจงวัตถุประสงค์ของโครงการ
ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล (อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม) — ร่วมวิเคราะห์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ
นายวัส ติงสมิตร (อดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา) — ร่วมให้มุมมองด้านกระบวนการยุติธรรมและหลักธรรมาภิบาล
ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ (อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอดีตประธานแผนกในศาลฎีกา) — เจาะลึกปมทุจริตและการตรวจสอบคอร์รัปชัน
รศ.ดร.โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง และที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชน และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ (กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย และอดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา) — มือกฎหมายผู้เคยลงมติเห็นต่างในสำนวนคดีดังกล่าว ซึ่งสังคมกำลังลุ้นการเปิดใจและข้อสังเกตเชิงลึกจากภายในองค์กรอิสระ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) ด้านหนึ่งต้องเร่งระบายน้ำและเยียวยาประชาชนปริมณฑลจากภัยเรนบอมบ์ แต่อีกด้านกลับต้องเผชิญมรสุมการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจากคำสั่งศาลและการประท้วงขับไล่
สิ่งที่หน่วยงานความมั่นคง จับตาอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้ คือ "ความต่อเนื่องของสถานการณ์" หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือคดีฮั้ว ส.ว. ขยายผลไปถึงการเพิกถอนสิทธิ์ครั้งใหญ่ ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมืองในทันที ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลรักษาการ การประท้วงที่ยืดเยื้อ หรือการเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ ปัจจัยเหล่านี้คือความเสี่ยงสูงสุดทางเศรษฐกิจและการบริหารราชการแผ่นดินที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมแผนรับมืออย่างเร่งด่วนที่สุด