ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ นายพิชิต บอกว่า ทางกลุ่ม คปท. และกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ได้หารือร่วมกัน โดยกลุ่ม คปท. ก็ได้ไปร่วมกับกลุ่มของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในการทวงคืนประเทศไทย และวันนี้จะมีการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางร่วมกันอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เรื่อง สว. แต่รวมถึงเรื่องโกงสอบท้องถิ่นด้วย และสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนจะมีการแถลงข่าวอีกครั้งถึงทิศทางการเคลื่อนไหวใหญ่ เพราะหลังจากมติ กกต. ที่ออกมา ทำให้หลายกลุ่มต้องการมาหารือกัน ‘เพราะมติ กกต. ไม่ใช่ข้อยุติ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่พรรคภูมิใจไทยจะถูกตั้งคำถามจากสังคม และจะถือเป็นการนับหนึ่งการเคลื่อนไหวในรัฐบาลภูมิใจไทย แต่ไม่ใช่การไล่รัฐบาล’
นายพิชิต ยังบอกอีกว่า ก่อนหน้านี้นายสนธิประกาศว่าจะไปยื่นหนังสือที่ กกต. วันที่ 25 ก.ย. ซึ่งกลุ่ม คปท. นำโดยตนเองก็จะไปร่วมกับกลุ่มของนายสนธิด้วย เพราะทิศทางของแต่ละกลุ่มเห็นแย้งกับมติของ กกต. ซึ่งในวันที่ 25 ก.ย. ทางกลุ่มจะไปเรียกร้อง กกต. เพื่อให้แสดงสปิริตและให้อธิบายให้ชัดว่าทำไมถึงไม่ส่งฟ้องนักการเมือง เพราะที่ผ่านมา กกต. อธิบายมาแค่ว่าน้ำหนักพยานเชื่อถือไม่ได้ และเป็นเสียงส่วนใหญ่แล้ว หรือแม้กระทั่งกรณีไม่มีใบเสร็จ ดังนั้นตนเองมองว่าคำอธิบายแค่นี้ไม่เพียงพอ และไปอ้างว่าอยู่ในกระบวนการยุติธรรมมา 38 ปี ซึ่งจะมาใช้ 38 ปีการันตีความถูกต้องไม่ได้
ดังนั้น กกต. ต้องอธิบายคำวินิจฉัยส่วนตัวเป็นอย่างไร และแสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร แม้มติ กกต. จะสิ้นสุดไปแล้วก็ตาม ซึ่งตนเองเห็นด้วยกับ กกต. เสียงส่วนน้อยที่บอกว่า อยู่ที่ศาลฎีกาจะทำความกระจ่างต่อบ้านเมืองได้อย่างไร และในฐานะประชาชน ก็จะแสดงความจริงจากสังคมเพื่อให้ความปรากฏต่อศาลเช่นกัน