2.ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลาง ถ้าเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว เราจึงประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับโครงสร้างการผลิตสินค้าต่างๆ ของเรายังถือว่าเป็นปิโตรเลียมเบส ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในกระบวนการผลิต ขนส่ง จำหน่ายสินค้าและบริการ การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลนจึงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า การขนส่ง การเกษตร และต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรงและรุนแรง กล่าวได้ว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต โดยเริ่มตั้งแต่วิกฤตปากท้อง ที่มีผลกระทบอีกหลายระลอก หรือแพนิค ทั้งจากสงครามตะวันออกกลาง , ราคาพลังงานฟอสซิลปรับตัวสูงขึ้น , ต้นทุนอาหารสินค้าบริการต่างๆเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิต ขนส่งและการให้บริการที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตรก็เป็นผลที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันก็มีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย , ค่าครองชีพของประชาชนปรับตัวสูงขึ้น , กำลังซื้อของประชาชนลดลงเนื่องจากรายได้เท่าเดิม ขณะที่ต้นทุนภาคธุรกิจสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการผลิตและการสร้างงานส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบจากสองด้านต่อภาคธุรกิจ และภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงให้ระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจตกต่ำ ในระยะถัดไปหากปล่อยให้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงระยะต่อการแก้ไข
3.จากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใด หรือแม้ความขัดแย้งจบลงก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่การผลิตและการส่งออกน้ำมันและก๊าซจากแหล่งดังกล่าวกลับสู่สถานะเดิม และอาจเป็นไปได้ที่อาจไม่กลับไปเหมือนเดิม ดังนั้นหากประเทศไทยยังต้องการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศถึงครึ่งหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องนี้ต่อไป และห่วงโซ่อุปทานจากราคาพลังงานก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไปด้วย สรุปว่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนกันหลายระลอกที่ต้องรับมือเร่งด่วน และต้องรับมือวิกฤตระลอกถัดไป รวมถึงจำกัดผลกระทบไม่ให้เป็นวงกว้างหรือยืดเยื้อ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด อันเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
4.ภายใต้กรอบงบประมาณประจำปี และเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้อย่างเพียงพอและทันท่วงทีเนื่องจากแหล่งเงินงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาดังกล่าวมีข้อจำกัดหากจะใช้กระบวนการจัดทำงบประมาณปกติไม่สามารถดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์ที่มีความเร่งด่วนสูงและมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งงบประมาณที่เหลืออยู่มีไม่เพียงพอต่อขนาดผลกระทบ
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างการแถลงประกอบ พ.ร.ก.กู้เงิน นายกรัฐมนตรีมีอาการไอเป็นช่วงๆ เสียงหาย เสียงแหบเป็นช่วงๆ พร้อมกล่าวขออภัย โดยพยายามจะรักษาอาการป่วยของหลอดลม ซึ่งเมื่อคืนนี้ก็ไปให้หมอดริปยาแล้วก็ดีขึ้น แต่เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นต่อการแสดงเจตนาของรัฐบาล จึงต้องให้เกียรติวุฒิสภา จึงตัดสินใจมาขอแถลงยื่นเสนอ พ.ร.ก.นี้ ด้วยตัวเอง
จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 งบกลางรายจ่ายเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตั้งกรอบวงเงินไว้ที่ 99,000 ล้านบาท ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ใช้งบดังกล่าวในการแก้ไขเยียวยาและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรงหลายพื้นที่ รวมทั้งสถานการณ์ความสงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐ ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 งบกลางมีจำนวนไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
จากวิกฤตพลังงานดังกล่าวประกอบกับปัจจุบันยังมีความต้องการใช้จ่ายเรื่องเร่งด่วนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 140,000 ล้านบาท และแม้ว่างบประมาณที่เหลืออยู่ เมื่อรวมกับเงินทุนสำรองจ่ายตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.งบประมาณ จำนวน 50,000 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 มีการใช้จ่ายไปกว่า 2 ไตรมาส หรือประมาณร้อยละ 72 ของวงเงินงบประมาณ ประกอบกับการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย มีกระบวนการและระยะเวลาดำเนินการซึ่งอาจไม่ทันต่อการแก้ไขวิกฤตดังกล่าว
การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปี 69 มีระยะเวลาดำเนินการไม่ต่ำกว่า 2 เดือน และ ตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพียง 17,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน
5.แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลัง ในรูปแบบอื่นแล้วแต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างครบถ้วนทั้งด้านขนาดความเร็วความยืดหยุ่นซึ่งหากจะตราพระราชบัญญัติ จะไม่ทันต่อสถานการณ์ อาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขภายหลัง และหากไม่ดำเนินการช่วงนี้ก็จะส่งผลให้วิกฤตยืดเยื้อ หรือเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศ
6.รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อันจะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศให้ได้เร็วที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากประเทศอื่นให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะของประชาชน และนวัตกรรมเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างดังกล่าว เพราะทิศทางการพัฒนาของโลก มุ่งที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น เนื่องจากสภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
7.กล่าวโดยสรุป การตราพระราชกำหนดนี้ เป็นไปเพื่อบรรลุเป้าหมาย วัตถุประสงค์ โดยใช้ 3 วิธีการ กล่าวคือ เพื่อบรรลุเป้าหมายในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1.ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง 2.ลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วที่สุด และมากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศไทย
สำหรับ 3 วิธีการ คือ การให้ความช่วยเหลือในการลดภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพและการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรง , การสนับสนุนให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล จากประเทศอื่นให้ได้มากที่สุด และเร็วที่สุด และการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป
สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็นทางเลือกสุดท้าย หลังรัฐบาลพยายามบริหารแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ โดยการกู้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70 พร้อมวางแผนการกู้และชำระหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อควบคุมต้นทุนและกระจายความเสี่ยง ทั้งนี้ โครงการที่จะใช้งบกู้ต้องผ่านการกลั่นกรอง โดยต้องตรงตามวัตถุประสงค์ มีความจำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และสามารถดำเนินการได้ทันที
พร้อมทิ้งท้ายว่า วิกฤตด้านพลังงานเป็นวิกฤตการณ์ร้ายแรงและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ รัฐบาลจึงขอให้วุฒิสภาพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฯ เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
สำหรับข้อคิดเห็น คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ และความห่วงใยที่สมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายและเสนอแนะตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปพิจารณาประกอบการดำเนินงานต่อไป โดยยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายเงินกู้มากที่สุด และขอขอบคุณท่านให้โอกาสมานำเสนอร่างพระราชกำหนดในวันนี้