ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายยศชนัน ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาและเร่งรัดการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย ที่ อ.ท่าวังผา และ อ.ปัว โดยภารกิจที่ อ.ท่าวังผา ติดตามการสร้างฝายกักเก็บน้ำจำลอง เร่งรัดเคลียร์ดินโคลนออกจากพื้นที่บ้านแก้ม และเร่งกรมชลประทานสร้างสะพานแบรี่ชั่วคราวทดแทนเส้นทางที่ถูกตัดขาด
ส่วนที่ อ.ปัว (26 ส.ค.) จะเร่งรัดการฟื้นฟูพื้นที่ การซ่อมแซมเส้นทางจราจร ขุดลอกโคลนที่บ้านเฮี้ยและบ้านฝาย รวมถึงฟื้นฟูพื้นที่บ้านร้องซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด พร้อมกับมีการประชุมหารือแนวทางการฟื้นฟู ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ทั้ง 2 วัน
สำหรับมาตรการเพิ่มเติม กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพิ่มเติมอีก 100 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน แบ่งเป็น ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำสูงสุด 88,600 บาท กรณีเช่าบ้านช่วยเหลือไม่เกินเดือนละ 2,500 บาท (ไม่เกิน 2 เดือน) ค่าซ่อมแซมโรงเรือนการเกษตรสูงสุด 6,800 บาท ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพสูงสุด 13,500 บาท ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บสาหัส 5,000 บาท กรณีพิการ 16,600 บาท และค่าจัดการศพรายละไม่เกิน 35,700 บาท
หลังระดับน้ำลดลง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งสำรวจความเสียหายภาคการเกษตร เบื้องต้นพบพื้นที่ 9 อำเภอ เสียหายกว่า 14,900 ไร่ กระทบเกษตรกร 6,538 คน (นาข้าวเสียหายมากที่สุดกว่า 9,121 ไร่) พร้อมเตรียมพันธุ์พืชและเชื้อราไตรโคเดอร์มาช่วยฟื้นฟู ส่วนการจ่ายเงินชดเชยรอบนี้มีการปรับเพิ่มขึ้น โดยนาข้าวชดเชยไร่ละ 2,240 บาท พืชไร่ พืชผัก ไม้ยืนต้นสูงสุดไร่ละ 6,800 บาท กรณีผลผลิตชะงักแต่ฟื้นฟูได้ช่วยเหลือไร่ละ 3,400 บาท (ไม่เกิน 30 ไร่) และหากมีซากวัสดุทับถมจะช่วยค่าขุดลอกและขนย้ายไร่ละ 16,000 บาท (ไม่เกิน 5 ไร่) ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรเร่งยื่นแบบ กษ 01 ให้ครบถ้วนเพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือโดยเร็ว
ด้านการอำนวยความสะดวก จ.น่าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ปรับลดขั้นตอนให้ประชาชนในการยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือ โดยผู้ประสบภัยไม่ต้องถ่ายเอกสารหรือแนบรูปถ่ายแต่อย่างใด เพียงแค่แจ้งข้อมูลแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้อำเภอดำเนินการเยียวยาต่อไป