-เมื่อถามว่า ในเรื่องการข่าว จะมีการทบทวนหรือไม่ หลังวันนี้ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ขอให้ภาครัฐมีการทบทวน เพื่อป้องกันเหตุมากขึ้น
โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า ในมุมของการข่าวเชิงลึก หรือ การข่าว A1 ซึ่งเป็นระดับการรับรู้ถึงวัน และเวลาการก่อเหตุ ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ยาก แม้แต่ชาติมหาอำนาจ ก็ยังมีปัญหาการรับทราบข่าวเชิงลึกแบบ 100%
ส่วนการทำงานของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะแบ่งงานการข่าวเป็น 2 ระดับคือ การข่าวเชิงรุก และเชิงรับ ซึ่งงานการข่าวเชิงรุกก็คือ การปิดล้อมตรวจค้น เป้าหมายต่างๆ ได้ เพราะเรามีงานด้านข่าวเรื่องของบุคคล ส่วนข่าวเชิงรับ ต้องมีมวลชนเข้ามาช่วยในการแจ้งข่าว ซึ่งตรงจุดนี้ กอ.รมน.ได้สร้างมวลชนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการทำมวลชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะงานการข่าวต่างได้มาจากมวลชน
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในที่เกิดเหตุทำไมถึงไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ จึงอยากจะอธิบายให้เข้าใจว่า ในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ จะต้องมีการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะเป็นภาพของฝ่ายปกครองเป็นหลัก ก็คือ ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ และจะทำงานร่วมกับมวลชนในการหาข่าวสาร ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทาง กอ.รมน. ต้องนำสถานการณ์ดังกล่าวมาวิเคราะห์ในงานด้านการข่าวเพิ่มมากขึ้น เพราะการก่อเหตุ เป็นการทำลายความเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่รัฐ และต้องยอมรับว่า กำลังพลของ กอ.รมน. ภาค 4 มีจำกัด ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงของการผลัดเปลี่ยนกำลัง ทำให้ผู้ก่อเหตุอาศัยช่วงจังหวะนี้ในการก่อเหตุ เรื่องนี้ทาง กอ.รมน. จะนำมาวิเคราะห์ และป้องกันช่องว่างในการก่อเหตุ
-เมื่อถามว่า การข่าวเชิงรับ ต้องพึ่งพามวลชน ได้รับความร่วมมือดีหรือไม่
โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของหน่วยเฉพาะกิจสันติสุข (ฉก.สันติสุข) ได้เข้าไปในพื้นที่ แต่ยังไม่ได้เข้าไปเต็มตัว ซึ่งหลังเกิดเหตุก็ได้มาพูดคุย และได้ทำในส่วนต่างๆ ให้ลงพื้นที่ไปให้ครบ เพื่อช่วยในเรื่องของงานการข่าว โดยเราจะต้องสร้างความเข้มแข็ง ของมวลชนให้ไม่เกรงกลัวต่อฝ่ายตรงข้าม แต่เราไม่สามารถนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปยืนอยู่ทุกจุด เพราะในทุกสมรภูมิของโลกนี้ ก็ต้องใช้มวลชนในการหาข่าว และแจ้งข่าว
-เมื่อถามว่า กรณีเฮลิคอปเตอร์ยิงใส่วัยรุ่น ภาพที่ออกมาดูเหมือนว่าภาครัฐไปรังแกประชาชน อาจทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะให้ข้อมูล เพราะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น
โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า เมื่อวานนี้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.นราธิวาส) ได้นำแพทย์ที่รักษาผู้บาดเจ็บมาแถลงข่าว จะเห็นว่า ทางการแพทย์ หรือวิทยาศาสตร์ การถูกยิงไม่ได้เกิดจากอาวุธทำลายล้างสูง หรืออาวุธสงคราม เป็นเพียงแค่กระสุนปืนขนาด 9 มม. หรือ .22 มม. และความเป็นจริงกระสุนปืนที่ถูกผู้ได้รับบาดเจ็บ ตามมุม 30 องศา ให้ไปดูข้อเท็จจริงว่า เฮลิคอปเตอร์ สามารถบินในระดับ 30 องศาได้หรือไม่
“ผมไม่อยากชี้แจงด้วยความรู้สึก แต่เราจะเอาความจริงที่ทางแพทย์ออกมาชี้แจง จะได้รู้ว่ากระสุนปืนที่ใช้ ไม่ใช่กระสุนจากอาวุธปืนสงคราม ซึ่งหากไม่ใช่กระสุนดังกล่าว ก็สามารถตัดเจ้าหน้าที่รัฐออกไปได้เลย และจากผลนิติวิทยาศาสตร์ มุมยิง ของปืน รวมถึงร่องรอยกระสุนปืนที่เข้าและออก จะผิดไปจากกระสุนจากอาวุธปืนสงคราม ที่เข้ารูเล็ก แล้วออกรูใหญ่ หากใครที่ยิงปืนเป็น จะรู้ว่าการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ยิงได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นคนชำนาญปืนอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะปืนที่ติดอยู่กับเฮลิคอปเตอร์ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะหากยิงไปแล้ว กระสุนปืนต้องตกลงมาด้านล่าง ผมขอให้รอผลจากนิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด จะได้ทราบ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องพูดด้วยข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบไฟลต์บิน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ เพราะการบินเฮลิคอปเตอร์ในเวลากลางคืนจะเป็นการบินลาดตระเวนเป็นหลัก จึงขอให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่บ้าง“ โฆษก กอ.รมน. กล่าว
สำหรับความคืบหน้าคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และการเชิญบุคคลมาซักถาม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะดูจากพื้นที่เกิดเหตุ หรือการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ซึ่งตำรวจจะเก็บรายละเอียดทั้งหมด จึงอยากขอให้รอดูผลการสอบสวน อย่าเพิ่งไปคาดการณ์ต่างๆ นานา เพราะการดำเนินการในแต่ละเรื่อง ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
“การสืบสวนสอบสวน อาจจะช้าไปบ้าง แต่ไม่ผิดตัวจะดีกว่า เพราะหากไปจับกุมผิดตัว จะมีปัญหาต่อเนื่อง แทนที่จะได้มวลชน อาจจะเสียมวลชน ขอให้เชื่อมั่นในระบบนิติวิทยาศาสตร์ของเราว่าจะไม่โกหก และเป็นกลาง” โฆษก กอ.รมน.กล่าว
-เมื่อถามว่า การก่อเหตุที่เกิดขึ้นมีการประเมินว่าเกิดจากการที่ภาครัฐไปกดดันจับกุมบุหรี่เถื่อน รวมถึงยาเสพติด ถือว่าภาครัฐมาถูกทางแล้วหรือไม่
โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเกิดมาจากเรื่องดังกล่าวก็ได้ หรืออาจจะเป็นภัยแทรกซ้อนอื่น
ส่วนมูลเหตุจูงใจที่ให้ผู้ก่อเหตุออกมาก่อเหตุครั้งนี้ โฆษก กอ.รมน. มองว่า อย่างแรกก็คือ ช่องว่างของการปรับเปลี่ยนกำลัง และมีการฝึกผู้ก่อเหตุวัยรุ่นขึ้นมาใหม่ เพื่อจะยกระดับให้เป็น RKK จึงได้เข้ามาเริ่มก่อเหตุ และชักจูงเพื่อจะเข้าเป็น RKK และเป็นเรื่องของการดิสเครดิตภาครัฐ ขอยืนยันว่า การก่อเหตุก็เป็นการก่อกวน ไม่ได้หวังต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต แสดงให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุได้ลดความรุนแรงลง เพราะหากผู้ก่อเหตุไปฆ่าผู้บริสุทธิ์ จะกลายเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ถ้าทำต่อทรัพย์สินและเจ้าหน้าที่รัฐ จะเป็นผู้ก่อความไม่สงบ โดยการกระทำของผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ ได้กระทบต่อประชาชน ไม่ได้กระทบต่อภาครัฐ ขอยืนยันว่า สิ่งที่ผู้ก่อเหตุทำ มีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไฟฟ้า ถนน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ผู้ก่อเหตุไปทำลาย
-เมื่อถามว่า จะมีการพิจารณาเพิ่มกำลังพลลงไปในพื้นที่หรือไม่
โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ก่อเหตุได้กระทำ และแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นความไม่พอใจในเรื่องการเมือง หรือเรื่องอะไรก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของแนวคิดที่แสดงออกมา และการแสดงออกนั้น เป็นการแสดงออกโดยการใช้กำลัง และบางส่วนก็แสดงออกด้วยการสื่อสาร ซึ่งภาครัฐเห็นอยู่แล้ว หากจะให้เรามาฟันธงไปเลยว่า เกิดจากเหตุนั้น หรือเหตุนี้ คงยังพูดไม่ได้ แต่งานด้านการข่าวได้เก็บรายละเอียดทั้งหมดไว้แล้ว ซึ่งความจริงภาพรวมของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เรื่องของปัญหาการแบ่งแยกดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของภัยแทรกซ้อน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจผิดกฎหมายหรือการเมือง ซึ่งทุกอย่างเป็นแบบนั้นหมด และรูปแบบของการปฏิบัติจะเชื่อมโยงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร
ทั้งนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะการก่อเหตุ เป็นแบบต่างคนต่างดำเนินการ บางทีอาจจะไม่ได้เชื่อมโยงกับการสั่งการก็ได้ หรืออาจจะมีการสั่งการก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้งานด้านการข่าว สามารถนำมารวบรวมเป็นข้อมูลได้