ส่วนจะให้มีการตั้งสอบหรือไม่ เพราะผู้เสียหายเรียกร้องความเป็นธรรม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะให้ แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ
เมื่อถามว่าหลังจากที่มีการเรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงพูดคุยถึง 2 ครั้ง มีความคืบหน้าอย่างไร
นายอนุทิน กล่าวว่า วิธีการถือว่าเป็นความลับของทางราชการ แต่เป้าหมายความมุ่งมั่นด้านในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดสันติสุข ให้เกิดความสงบสุขเป็นเป้าหมายสูงสุดของเรา จะทำทุกวิถีทางเน้นไปในเรื่องของชีวิตของประชาชน ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
ส่วนกรณีที่ทหารมีการใช้อาวุธสงครามปราบปรามเกินกว่าเหตุ จะทำความเข้าใจอย่างไร
นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ มีหลักปฏิบัติอยู่แล้ว และทำตามกรอบที่กฎหมายกำหนด เราไม่สามารถไปสรุปได้ว่าแต่ละจุดที่มีการตอบโต้ การป้องกันตัวเอง คือการเข้าปราบปราม เพื่อยุติเหตุร้ายต่างๆ มันแตกต่างกันในทุกช่วงเวลา ทุกพื้นที่ ทุกสถานที่ แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องยึดถืออยู่เสมอ คือการดำเนินการภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด ตนจึงให้ความมั่นใจว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนไหน ทำในสิ่งที่นอกเหนือกฎหมายได้
ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 วันกว่า 100 เหตุการณ์ในพื้นที่ จะต้องกำชับหรือปรับนโยบายหรือไม่
นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการข่าวต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งได้แสดงความกังวลและห่วงใยให้เจ้าหน้าที่เป็นอย่างมากว่าเป็นสิ่งที่อธิบายให้ประชาชนยาก จากเหตุที่เกิดขึ้นพร้อมกันนับ 10 นับ 100 เหตุ สถานการณ์ในห้วงเวลาเดียวกัน จะบอกว่าไม่ทราบเลย แสดงว่าประสิทธิภาพใช้ไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าทราบ แต่ตอนที่เกิดเหตุในแต่ละจุดมีการเตรียมการอย่างดีจากฝ่ายก่อการ ซึ่งตนเชื่อว่าจากนี้ไป ก็จะเห็นว่าตนใช้ดุลยพินิจที่มีอยู่ในส่วนที่ทำได้ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบุคลากรบ้าง วิธีการบ้าง เพื่อจะทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ดีขึ้น ขอให้ประชาชนมั่นใจ
ส่วนเป็นจุดที่จะต้องดึงทหารเข้ามาช่วยงานใช่หรือไม่
นายอนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างมีเหตุผลหมด
ส่วนนโยบายภาคใต้ที่ผ่านมาได้ใช้การเมืองนำการทหารจะมีการปรับให้ทหารมานำการเมืองหรือไม่
นายอนุทิน ระบุว่า ไม่มีใครนำใครจับมือไว้แล้วไปด้วยกันสร้างความสงบให้กับบ้านเมือง พร้อมย้ำว่าทำงานด้วยกัน ไม่มีใครนำใคร ต้องสามัคคีกัน ร่วมมือกัน