เนชั่นทีวี

ข่าว

"สสส."ผนึก เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต รณรงค์ปีใหม่ 69 กระตุกทุกฝ่ายร่วมเซฟชีวิต “ดื่มไม่ขับ”

28 ธ.ค. 2568

"สสส."ผนึก เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต รณรงค์ปีใหม่ 69 กระตุกทุกฝ่ายร่วมเซฟชีวิต “ดื่มไม่ขับ”

"สสส." รณรงค์ ปีใหม่ 69 สร้างความปลอดภัยทางถนน ชวนคนขายร่วมกันรับผิดชอบสร้างความปลอดภัย ไม่ขายสุราให้คนเมา เผยเทศกาลปีใหม่ทุกปี ยอดเจ็บตาย บนถนนพุ่ง ทำสถิติทั้งปีเสียชีวิต 17,477 คน

เมื่อเร็วๆนี้   เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2569 “ปีใหม่ ดื่มไม่ขับ...กลับบ้านปลอดภัย 2569” ณ ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง กล่าวว่า ข้อมูลด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยจากระบบบูรณาการข้อมูลการตายจากอุบัติเหตุทางถนน (ข้อมูล 3 ฐาน) พบว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ในปี 2567 มากถึง 17,477 คน เฉลี่ยวันละประมาณ 48 คน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ที่เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่พบว่าเป็นช่วงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง มีสาเหตุจากการดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากในแต่ละปี ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่สะท้อนถึงความสูญเสียของครอบครัวและสังคมอย่างประเมินค่าไม่ได้ พร้อมย้ำว่าอุบัติเหตุจาก “ดื่มแล้วขับ หรือเมาแล้วขับ” เป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน

การรณรงค์ “ดื่มไม่ขับ” ต้องเริ่มจากความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล รวมถึงบทบาทของครอบครัว และชุมชน หลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะหลังดื่มสุรา หากมีการดื่มควรใช้รถสาธารณะ ให้เพื่อนที่ไม่ดื่มเป็นผู้ขับ พร้อมขอความร่วมมือไปยังเพื่อนและคนใกล้ชิดไม่สนับสนุนให้ผู้ที่ดื่มแล้วไปขับรถ เพราะการเตือนหรือห้ามปรามเพียงครั้งเดียว อาจช่วยรักษาชีวิตได้ นอกจากนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง รวมถึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร และสถานบริการ แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับผู้ที่มีอาการมึนเมา การปฏิเสธการขายหนึ่งครั้งก็จะช่วยอีกหลายชีวิตที่ใช้รถใช้ถนน เพื่อร่วมกันลดความสูญเสียและสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่และตลอดทั้งปี

"สสส."ผนึก เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต รณรงค์ปีใหม่ 69 กระตุกทุกฝ่ายร่วมเซฟชีวิต “ดื่มไม่ขับ”

คุณก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม (สสส.) กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีวันหยุดยาวต่อเนื่อง เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและการเดินทาง แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง โดยเฉพาะจากการดื่มแล้วขับ สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จึงรณรงค์ภายใต้แนวคิด “ดื่มแล้วขับ ไม่ได้ดับแค่คุณคนเดียว” เพื่อสะท้อนผลกระทบที่ไม่ได้เกิดกับผู้ขับขี่เพียงคนเดียว แต่ส่งผลต่อครอบครัวและคนรอบข้าง พร้อมเชิญชวนประชาชนเลือก “ดื่มไม่ขับ” เพราะการกลับบ้านอย่างปลอดภัยคือของขวัญที่มีค่าที่สุด

ข้อมูลยังพบว่าผู้เสียชีวิตจำนวนมากมักเกิดเหตุในระยะใกล้บ้าน ในรัศมีประมาณ 5–10 กิโลเมตรจากที่พักอาศัย สสส. จึงสนับสนุนการตั้ง “ด่านหวังดี” และ “ด่านชุมชนปากหวาน” ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อดูแลกันด้วยความห่วงใย พร้อมร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับและเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับกว่า 100 เครือข่ายทั่วประเทศ ร่วมตั้งด่านกับหน่วยงานภาครัฐในหลายพื้นที่ และเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี ที่วัดใกล้บ้าน” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปี พร้อมทั้งเชิญชวนสถานประกอบการ โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านค้า และสถานบริการทุกประเภทร่วมป้องกันสกัดคนที่ดื่มแล้วขับลงถนน เป็นด่านสำคัญที่ช่วยสกัดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนน เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการตัดสินใจและการขับขี่ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของผู้ขับขี่และผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างบรรทัดฐานใหม่ “ดื่มไม่ขับ” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนร่วมกันรับผิดชอบให้ทุกคนได้กลับบ้านปลอดภัย

นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ทุกๆ เทศกาลปีใหม่มีคนไทยถึง 5,000 ราย ที่ออกมาสังสรรค์ ฉลองแล้วกลับไม่ถึงบ้าน ปีใหม่ พ.ศ. 2568 มีคนเสียชีวิตจากดื่ม-เมาขับ 53 ราย บาดเจ็บสาหัสเข้ารักษาพยาบาล 4,892 รายในจำนวนนี้ 422 รายมีอายุน้อยกว่า 20 ปีซึ่งกฎหมายจะห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กเยาวชนอายุน้อยกว่า 20 ปี และถ้าอายุน้อยกว่า 18 ปี การขายหรือการจัดให้มีการดื่มจะมีความผิดตาม พรบ.คุ้มครองเด็ก

"สสส."ผนึก เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต รณรงค์ปีใหม่ 69 กระตุกทุกฝ่ายร่วมเซฟชีวิต “ดื่มไม่ขับ”

ซึ่งแบบแผนความเสี่ยงสำคัญของการดื่ม-เมาขับ จะพบในช่วงฉลองวันที่ 30 ธ.ค.-1 ม.ค. และพบว่าประชาชนจะวางแผนเดินทางออกจาก กทม.หรือเดินทางกลับต่างจังหวัดเร็วขึ้น เช่น เดินทางช่วงคริสต์มาส ส่งผลให้ดื่มสังสรรค์หรือฉลองเร็วขึ้น และ peak การดื่ม-เมาขับ จะสูงสุดในคืน 31 ธ.ค. และถ้ามีการผ่อนปรนขายเหล้าได้ตลอดทั้งคืนจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง (คืน 31 ธ.ค.-เช้า 1 ม.ค.) ปีใหม่ 2566, 2567, 2568 มีผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 5 ราย เป็น 9 ราย และ 11 ราย ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่า การเกิดเหตุรุนแรงหรือเสียชีวิตในช่วงฉลองจะอยู่ “ใกล้บ้าน” ระยะไม่เกิน 5-10 กิโลเมตร พบกว่า 50% โดยเฉพาะถนนสายรองของท้องถิ่น 317ราย (55%) โดยส่วนใหญ่ 87% เป็นรถจักรยานยนต์และเกือบทั้งหมดไม่สวมหมวกนิรภัย (ไปใกล้ๆ แค่นี้เอง)

จึงควรมุ่งเน้นช่วงฉลองระดับพื้นที่ท้องถิ่นชุมชน ให้มีมาตรการ “เข้ม” ในระดับ ชุมชน หมู่บ้านให้มากที่สุด อาทิเช่น เข้มการกำหนดให้เจ้าของงานต้องมีมาตรการกำกับขายเหล้าให้เด็ก ไม่ให้คนเมาไปขับขี่ เข้ม-การกวดขันป้องปราม เช่น จ.มหาสารคาม มีมาตรการปักหมุดวงสุรา เข้ม-กรณีถูกจับ นายอำเภอมีมาตรการมิให้ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ใช้ตำแหน่งไปประกันตัว เป็นต้น และในระยะยาวนอกจากเสริมการบังคับใช้กฎหมายด่านตรวจเมาขับแล้ว ยังต้องมุ่งเน้นไปใกล้บ้าน ตั้งแต่ต้นน้ำ” ทั้งการสื่อสาร การรณรงค์ผลกระทบและความห่วงใย (ดื่มขับคนข้างหลังเป็นห่วง) รวมถึงการมีมาตรการป้องปรามในร้านเหล้า ผับบาร์ มีระบบการตรวจคัดกรองคนเมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การมีเครื่องเป่าตรวจประจำร้านให้ลูกค้าใช้งาน เหล่านี้จะเป็นมาตรการชุด package ที่จะเอื้อและเสริมให้ปัญหาดื่มแล้วขับ หรือเมาขับ ลดลงได้ในระยะยาว

"สสส."ผนึก เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต รณรงค์ปีใหม่ 69 กระตุกทุกฝ่ายร่วมเซฟชีวิต “ดื่มไม่ขับ”

นางสาวประภาวี เหมทัศน์ อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 และผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ เกิดจากการพูดคุยร่วมกันของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แน่นอนว่ามีหลายเรื่องที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะเพิ่มความเข้มงวด เพิ่มโทษปรับ แต่ก็มีหลายเรื่องที่ผ่อนปรนมากขึ้น แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่ พ.ร.บ.นี้ มอบให้ คือการทำงานร่วมกันและรับฟังกันและกันของภาครัฐ และฝ่ายรณรงค์ที่ช่วยดูแลในผลกระทบหลายๆ อย่างที่เกิดจากผู้ดื่มและผู้ขายที่ไม่รับผิดชอบ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นไปอย่างสมดุลและมีประโยชน์กับทุกฝ่ายจริงๆ

“ที่ร้านของเราให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก ไม่มีใครอยากให้ลูกค้าเราดื่มแล้วออกไปสร้างความเดือดร้อน ทางเราได้ร่วมกับ U Drink I Drive ตั้งบูทเพื่อให้บริการลูกค้าที่ดื่มแล้วต้องการคนช่วยขับรถกลับบ้าน เรามีบริการเรียกรถ Grab, Line ให้ลูกค้า รับฝากรถโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีกล้องวงจรปิดที่เห็นที่จอดรถทุกมุม และที่สำคัญ เราเทรนพนักงานของเราให้เช็คอาการลูกค้าก่อนกลับบ้าน และเสนอบริการต่างๆ ที่กล่าวมาให้ลูกค้าเพื่อป้องกันโอกาสเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเมาแล้วขับที่พวกเราผู้ประกอบการอยากช่วยกันลด ใน พ.ร.บ. ใหม่ มีมาตรา 29 ที่ให้ทางผู้ประกอบการสามารถขอตรวจบัตรประชาชน และปฏิเสธการเสิร์ฟการขายแก่ผู้ที่มึนเมาเกินไปได้ เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกคนอยากให้ธุรกิจของตัวเองอยู่รอด แต่อย่าลืมว่า อยู่รอดแล้วต้องยั่งยืนด้วย การใส่ใจตรวจบัตร หยุดเสิร์ฟคนเมา ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการดื่มที่ดี และช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงผู้ดื่มทุกท่าน ดื่มแต่พอดี ดื่มแบบมีสติ นอกจากจะไม่เดือดร้อนผู้อื่นยังไม่ทำลายสุขภาพตัวเองมากเกินไปด้วย” นางสาวประภาวี กล่าว

ด้านนายวิเชียร พรหมสุข ประธานชุมชนชาวสวนสัมพันธ์ เขตจอมทอง และแกนนำเครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า ตั้งด่านหวังดีกันในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ช่วงกลางคืน ในจุดของเราจะมีไฟไซเรน ป้ายรณรงค์ กระบองไฟ มองเห็นได้ชัดเจน มียาดม ชารางจืด สื่อประชาสัมพันธ์ อุปกรณ์ปฐมพยาบาลและยาสามัญ และสร้างความเข้าใจกับคนในชุมชนและร้านค้าในชุมชนด้วย ด่านหวังดีไม่มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่จะช่วยสังเกตอาการมึนเมาและเน้นตักเตือนบอกกล่าวให้แวะพักก่อนด้วยความห่วงใย เป็นมาตรการป้องปรามไม่ให้คนเมาออกสู่ท้องถนน และเป็นจุดเฝ้าระวังในชุมชนเรื่องการลักขโมย ป้องกันปัญหาต่างๆ ได้ บ้านไหนไม่มีคนอยู่เขาก็ฝากบ้านไว้กับเราได้