โดยภาพถ่ายดังกล่าว พบการลงลายมือชื่อของ นายป. ไว้แล้ว แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ช่วยจัดทำร่างสัญญาโอนหุ้นเพื่อใช้ลงนามในวันที่ 16 พ.ย. 2564 แต่ลงวันที่ย้อนหลังเป็นวันที่ 25 เม.ย.2564 โดยเชื่อว่า เป็นการจัดทำเอกสารประกอบการชี้แจงทรัพย์สินฯ ในส่วนของภริยา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
สำนวนบก.ปปป.ระบุว่า จากการตรวจสอบสำเนาเอกสารบอจ.5( บอจ.5 หรือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น คือ แบบแสดงรายการว่า บริษัทมีผู้ถือหุ้นกี่คน ใครเป็นผู้ถือหุ้นบ้าง และถือหุ้นอยู่ในอัตราส่วนเท่าไหร่ของบริษัท )ที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ส่งให้เจ้าหน้าที่ป.ป.ช. พบข้อสังเกตคือ
บอจ.5 ของบริษัท คิวรถระโนด จำกัด ที่คัดสำเนาจากระบบ วันที่ 4 ต.ค.2564 ปรากฏว่า เมื่อ วันที่ 30 มี.ค.2561ปรากฏชื่อนางศิรินัดดาถือหุ้น 3 พันหุ้น วันที่ 10 ก.พ. 2562 ถือหุ้น 7 พันหุ้น รวมหนึ่งหมื่นหุ้น ซึ่งหากมีการโอนหุ้นกันในวันที่ 25 เม.ย.2564 ตาม”สัญญายกให้หุ้นคิวระโนด1” และ ”สัญญายกให้หุ้นคิวระโนด2” จริง จะต้องปรากฏในการจดแจ้งในบอจ.5ว่า นางศิรินัดดารับโอนหุ้นจากนางป.3พันหุ้น และนางสาวป.4 พันหุ้น ในวันที่ 24 เม.ย.2564 และไม่ใช่การโอนหุ้นแล้วแต่ยังไม่มีการจดแจ้งการโอนหุ้น เพราะเอกสารบอจ.5 ไม่ปรากฏข้อมูลว่านางป.และนางสาวป.เป็นผู้ถือหุ้นในขณะนั้น
สำนวนบก.ปปป.ระบุว่า ส่วนบอจ.5ของบริษัท ระโนดเอ็นจีวีปิโตรเลียม จำกัด ที่คัดจากระบบเมื่อ วันที่ 4 ต.ค.2564 ปรากฏชื่อนายป.ระบุว่าวันที่ 19 ก.ค.2551 ถือหุ้น 300 หุ้น วันที่ 13 ก.พ.2563 ถือหุ้น 1,700 หุ้น และ1 พันหุ้น รวมทั้งสิ้นสามพันหุ้น หากมีการโอนหุ้นในวันที่ 25 เมย.2564 ตาม ”สัญญายกให้หุ้นระโนดเอ็นจีวี” และภาพถ่ายสัญญาโอนหุ้นจริง ต้องปรากฏในบอจ.5 ว่านายป.ได้รับโอนหุ้นจากภริยาพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์จำนวนสามร้อยหุ้น เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2564 แต่ไม่ใช่กรณีที่มีการโอนหุ้นแล้วแต่ยังไม่ได้จดแจ้งการโอนหุ้น เพราะบอจ.5ไม่ปรากฏว่าภริยาของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทในตอนนั้น
ทั้งนี้ต้องติดตามว่า สำนักงาน ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิด พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์กับพวก อย่างไร เพราะพนักงานสืบสวนบก.ปปป. ได้เสนอความเห็นไปแล้วว่าบุคคลเหล่านี้มีความผิดตามกฎหมายหลายมาตรา และต้องติดตามว่าบุคคลเหล่านี้จะชี้แจงกับปปช.อย่างไรเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ต่อข้อกล่าวหาที่บก.ปปป.ชี้ไว้
ติดตามได้...ที่นี่ที่เดียว