“ รู้สึกเสียใจมาก เพราะนำเงินที่ลงทุนทั้งหมด 8 แสนบาท ไปลงทุนแต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย ซึ่งเงินก้อนนี้ เป็นเงินที่พ่อของลูกทิ้งไว้ให้ กลายเป็นเราไม่มีรายได้อะไรแล้วมาโดนโกงอีก รู้สึกท้อมากจนเกือบจะคิดสั้นแล้ว แต่โชคดีที่ดึงสติตัวเองกลับมาทัน “ นางสาวบี กล่าว
ขณะที่ พ.ต.อ.สถาพร รอดโพธิ์ทอง รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า จากการสอบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้เดินทางออกนอกประเทศไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 แล้ว อยู่ระหว่างเร่งออกหมายจับ โดยตรวจสอบพบว่า มีผู้ต้องหาที่มีประวัติการจดทะเบียนบริษัท จำนวน 3 คน แต่คาดว่าอาจมีมากกว่าในจำนวนนี้
"สำหรับทรัพย์สินของผู้ต้องหา ตรวจสอบพบว่ามีอยู่ในประเทศแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เบื้องต้น อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบอย่างละเอียด เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมาก ส่วนจะมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ขอเวลาดำเนินการอีกระยะ สำหรับพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหา จะเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน , กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน , และ นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี"