อนุบาลรุ่นที่ 2 พระราชวังดุสิต
ปี พ.ศ.2499 ทรงเข้ารับการศึกษาขั้นต้นเป็นนักเรียนอนุบาลรุ่นที่ 2 ณ พระที่นั่งอุดร ในพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ประทับ ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 เสด็จไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างอาคารเรียนชั้นเดียวในบริเวณสวนจิตรลดา และพระราชทานนามโรงเรียนว่า โรงเรียนจิตรลดา ในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้ทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนนี้ จนถึงปี พ.ศ. 2505
หลังจากนั้น ทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่ โรงเรียนคิงส์มีด เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซกส์ ประเทศอังกฤษเมื่อปี 2509 แล้วทรงศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท ระหว่างปี 2509-2513 ด้วยพระอุปนิสัยโปรดความมีระเบียบวินัย และสนพระราชหฤทัยในกิจการเกี่ยวกับกองทัพ โปรดการสเด็จเยี่ยมที่ตั้งกองทหารหน่วยต่าง ๆกับพระราชบิดานับตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จึงทรงเข้ารับการศึกษาระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์ เขตพารามัตตา นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ช่วงเดือนส.ค. 2513 ถึง พ.ค. 2514 จากนั้นในเดือนม.ค. 2515 จึงทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา
การสถาปนาเป็นองค์มกุฎราชกุมาร
ครั้นเมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารตามโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร”
นับเป็นองค์สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ในวาระอันเป็นมงคลนั้น พระองค์ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ความว่า ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่างโดยเต็มกำลังสติปัญญา ความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิต ร่างกายจะหาไม่
เจ้าฟ้านักบิน-กษัตริย์นักบินพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี
ภาพที่ปวงชนชาวไทยเห็นจนเจนตา คือภาพที่ทรงฉลองพระองค์ในเครื่องแบบทหารอากาศ และฉลองพระองค์นักบิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถทางด้านการบิน พระองค์ยังทรงได้รับการถวายพระสมัญญา “เจ้าฟ้านักบินพระองค์แรก” แห่งราชวงศ์จักรี และแน่นอนว่า ณ วันนี้พระองค์ทรงเป็น “กษัตริย์นักบิน” พระองค์แรกของปวงชนชาวไทยอีกด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากทรงสนพระราชหฤทัยเรื่องการบินอย่างจริงจัง โดยทรงมุ่งมั่นทุ่มเทในการศึกษาเล่าเรียนด้านนี้มาตลอดตั้งแต่พระชนมายุเพียง 11 พรรษา จากครั้งที่เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ จากนั้นจึงทรงศึกษาฝึกฝนศาสตร์ด้านการบิน จนทรงพระปรีชาสามารถด้านการบินในทุกรูปแบบ
เส้นทางแห่ง “เจ้าฟ้านักบิน”
ทรงเริ่มต้นอย่างจริงจัง หลังจากที่่ได้ทรงศึกษาต่อทางด้านวิชาทหาร พระองค์ทรงศึกษาในสถาบันชั้นนำระดับโลก ทั้งที่โรงเรียนคิงส์ ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และในระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ (ด้านการทหาร) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ. 2519
ต่อมา ยังทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติม และทรงศึกษางานทางการทหารในประเทศออสเตรเลียโดยทุนกระทรวงกลาโหม ทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ หลักสูตรการทำลายและยุทธวิธีรบนอกแบบ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง หลักสูตรการลาดตระเวนและต้นหนชั้นสูง หลักสูตรส่งทางอากาศ และยังทรงเข้าการศึกษาหลักสูตรต่างๆ ทางด้านการบินอีกมากมาย ทำให้ทรงมีพระประสบการณ์และทรงพระปรีชาสามารถด้านการบินในระดับสูงมาก
ระหว่างปลายปี พ.ศ.2525 ถึงปลายปี พ.ศ.2526 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปฝึกศึกษาด้านการบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ เอฟ-5 อี/เอฟ ที่ฐานทัพอากาศ วิลเลียม รัฐแอริโซนา ในหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นพื้นฐาน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2525 ถึงเดือนพฤษภาคม 2526 มีชั่วโมงบินตามหลักสูตร 97.5 ชั่วโมง และหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นสูง ระหว่างเดือนมิถุนายน 2526 ถึง กันยายน 2526 มีชั่วโมงบินตามหลักสูตร 41.8 ชั่วโมง เมื่อเสด็จนิวัตประเทศไทย ทรงเข้ารับการฝึกบินในหลักสูตรการบินรบขั้นสูงกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง เอฟ-5 อี/เอฟ ที่กองบิน 1 ฝูง 102 อีก จนจบหลักสูตร
พระองค์ทรงมีชั่วโมงฝึกบินอย่างต่อเนื่องสูงมาก และถือว่าเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักบินทั่วโลกจะทำได้ ยังทรงพระกรุณาปฏิบัติหน้าที่ครูการบินแก่นักบินขับไล่ของกองทัพอากาศ แบบ เอฟ 5 อี/เอฟ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกองทัพไทย และปวงชนชาวไทย
บัดนี้ กาลเวลาผ่านไป ได้เป็นที่ประจักษ์ว่าตลอดระยะเวลา นับแต่ยังทรงพระเยาว์ตราบจนปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงยึดมั่นในพระราชปฏิญญามาโดยตลอด ทรงพระวิริยอุตสาหะ มุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์โดยมิได้ย่อท้อ
บรมราชาภิเษก
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว"
และทรงมี พระปฐมบรมราชโองการ ความว่า
"เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป"
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง >>
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมออนไลน์ และแพรวดอตคอม (praew.com)