ขณะที่ รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์ ชี้ว่าผลการลงมติจากเสียงของประชาชนเหมือนเป็นการพัฒนาของประชาธิปไตย มีคนหลายช่วงวัยตื่นตัวกับเรื่องการเมืองมากขึ้น เชื่อว่าการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแบบนี้ จะทำให้ประเทศมีโอกาสมากขึ้น แม้เป็นเพียงครั้งแรกแต่จากตัวเลขพบมีคนให้ความสนใจมาก ทั้งที่เริ่มดำเนินโครงการได้ไม่นาน ก่อนตั้งข้อสังเกตว่าตัวแทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปในสภานั้น ทำงานเพื่อประชาชนจริงหรือไม่ หลังผลลงมติออกมาแตกต่างกันกับสิ่งที่ประชาชนสะท้อน
ด้าน ผศ.วันวิชิต วิเคราะห์ผลลงมติ โดยมองเหมือนเป็นตลกร้ายที่ประชาชนโหวตอย่างหนึ่ง แต่ในสภาฯกลับโหวตอีกอย่างหนึ่ง เชื่อว่ามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเป็นความสัมพันธ์เชิงไขว้ทางการเมือง คือนักการเมืองบางพรรคไปโหวตให้อีกฝ่าย เหตุอนาคตอาจย้ายไปอยู่ด้วย แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือคนส่วนใหญ่ในประเทศคงอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอบคุณเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมจัดโครงการนี้ เป็นนิมิตรหมายที่ดี และถือเป็นความกล้าหาญของผู้จัดที่อยากฟังเสียงสะท้อนของคนในประเทศกลับไปยังผู้มีอำนาจที่ควรต้องรู้สึกละอายบ้าง ก่อนเล่าย้อนไปถึงวันอภิปราย การตอบคำถามของคณะรัฐมนตรีก็ไม่ชัดเจน รวมถึงมีการบูลลี่ด้อยค่าผู้อภิปรายอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น
รศ.ดร.พิชาย กล่าวภาพรวมใน 2 ประเด็นใหญ่ คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนี้ จะถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ระบอบประชาธิปไตย // การมีส่วนร่วมของประชาชนในครั้งนี้ถือตรงตามเจตจำนงของประชาชนเอง ว่าเห็นควรคิดเห็นอย่างไรต่อคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งผลต่างๆออกมา มองมีความหวังทุกคนตื่นรู้มากขึ้น
รศ.ดร.พิชาย ยังร่วมวิเคราะห์ผลลงมติ พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า “สภาล้าหลัง แต่ประชาชนก้าวหน้า” และยังได้ตำหนิวิธีการโหวตในสภาที่เน้นพวกพ้อง ผลประโยชน์ กำหนดทิศทางได้ล่วงหน้าไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย หรือเรียกว่า "การเมืองแบบลิงกินกล้วย"
ผศ.ดร.ปริญญา ยังทิ้งท้ายยืนยันว่าโครงการนี้ไม่ใช่การสุ่มตัวอย่าง แต่เป็นความสมัครใจของประชาชนทุกคน และผลที่เห็นมันจะทำให้ "ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน"
ส่วนโครงการต่อไปนั้น ผศ.ดร.ปริญญา ขอยังไม่เปิดเผย แต่ยอมรับมีไอเดียแล้ว ซึ่งคาดหวังจะชักชวนผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งภาคนักวิชาการ และภาคสื่อมวลชนให้มากขึ้น เพื่อพัฒนาตอบสนองประชาชนอย่างครอบคลุม