“จากการประเมินสำหรับในกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ขอนแก่นนั้น ทีมสหวิชาชีพเยียวยาจิตใจ อยู่ในขั้นสังเกตอาการ เก็บรบรวมข้อมูลกลุ่มอาการ จะถึงขั้นเป็นโรคหรือไม่ ยังไม่มีกลุ่มเสี่ยงขั้นรุนแรงที่ต้องนำตัวมารักษา แต่หากมีกลุ่มเสี่ยงที่ยังปรับตัวไม่ได้ จะให้พูดคุยกับนักจิตบำบัดแบบประคับประคอง ดูแลในภาวะฉุกเฉิน หากมีอาการนอนไม่หลับ จะให้ยานอนหลับแบบประคับประคอง”
นอกจากนี้นายแพทย์ธนวัฒน์ ใช้เหตุการณ์กราดยิงที่เทอร์มินอล 21 ซึ่งได้ลงพื้นที่ไปดูแลสุขภาพจิตประชาชนที่ได้รับผลกระทบ มาถอดบทเรียน โดยมองว่า สำหรับประชาชนและผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่มีส่วนสำคัญตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงหลังเกิดเหตุ โดยระหว่างที่เกิดเหตุความรุนแรงไม่ควรถ่ายทอดสด เพราะจะกระตุ้นให้สถานการณ์เกิดความรุนแรง อย่ารายงานรายละเอียดของวิธีการดำเนินกการของตำรวจ เพราะอันตราย เพราะบางเคสคนร้ายจะสามารถติดตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่ได้ตลอด
“ส่วนหลังเกิดเหตุ ต้องคำนึงถึงการลอกเลียนพฤติกรรม การก่ออาชญากรรม ซึ่งนักข่าวมีส่วนสำคัญมากในการสื่อสาร จากงานวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกา มีข้อมูลว่า หากนักข่าวบอกวิธีการก่ออาชญากรรมแบบละเอียดถึงวิธีการก่อเหตุ การใช้ชีวิตของคนร้าย จะทำให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอารมณ์ร่วม และไปเร้าอารมณ์คนที่มีพื้นหลังคล้ายกับคนร้าย อาจจะมีความรุนแรงตามมาได้ การนำเสนอข่าวคนร้ายควรให้ข้อมูลแบบผิวเผิน อย่าตั้งฉายาให้คนร้าย บางทีคนที่มาติดตามจะมีความรู้สึกว่าการก่อเหตุความรุนแรงทำให้มีชื่อเสียงในแง่ร้าย”นายแพทย์ธนวัฒน์ กล่าว
ข่าว -กวินทรา ใจซื่อ
ภาพ-ทีมสหวิชาชีพเยียวยาจิตใจ โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ จ.ขอนแก่น