“สำหรับสาเหตุนั้น ตนเชื่อว่ามาจาก 2 ประเด็น คือประเด็นแรกนายไพรจิตรซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆของแม่หรือเป็นลุงของตน ต้องการส่วนแบ่งเงินฌาปนกิจของตา จำนวน 200,000 บาท ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว และประเด็นที่ 2 คือขัดแย้งเรื่องที่ดินมรดก 2 ไร่ ซึ่งได้แบ่งสันปันส่วนกันไปแล้วแต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องแนวเขต ทั้งนี้ เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2564 นายไพรจิตรเองก็เคยบุกเข้ามาตบตีตนในบ้าน ได้รับบาดเจ็บ ตนได้เข้าแจ้งความที่ สภ.สามชัย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตกลงยอมความ ให้นายไพรจิตรชดเชยความเสียหายข้อหาทำร้ายร่างกาย และเปรียบเทียบปรับรวม 3,500 บาท แต่นายไพรจิตรจ่ายให้ตนเพียง 500 บาท ซึ่งตนก็ไม่ติดใจอะไร อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานายไพรจิตรออกจะเป็นคนหัวร้อน ข่มขู่จะทำร้ายตนบ่อยครั้ง ก่อนที่จะถือขวานมาทำร้ายตนกับนายบุญเพ็งซึ่งเป็นน้องเขยในครั้งนี้ ทั้งนี้ สิ่งที่ตนต้องการคือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับนายไพรจิตรถึงที่สุด เพราะนายไพรจิตรยังอยู่ในหมู่บ้าน และมีบ้านพักอาศัยอยู่ติดกัน ทุกวันนี้จึงอยู่กันอย่างหวาดผวา เกรงว่านายไพรจิตรจะบุกเข้ามาทำร้ายอีก จึงขอความช่วยเหลือจากนายกอบโชคชีพ โพธิ์สอน รองประธานสภา อบต.สำราญ พามายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากผู้กำกับการ สภ.สามชัย และเพื่อให้เร่งรัดคดีในครั้งนี้”นางยุวรรณดากล่าว
ขณะที่ พ.ต.ท. บัญญัติสีด้วงพนักงานสอบสวน สภ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ เจ้าของคดี กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ทางพนักงานสอบสวนไม่ได้นิ่งนอนใจ ทั้งนี้ ต้องรอผลการตรวจบาดแผลของผู้เสียหายทั้ง 2 คนจากแพทย์ก่อน ให้แพทย์ลงความเห็นก่อนว่ารักษากี่วัน ก็จะได้พิจารณาลงความเห็น และพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าเข้าข่ายพยายามฆ่าหรือไม่ ทั้งนี้ เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งภายใน 1 สัปดาห์จะเรียกตัวผู้ต้องหา มารับทราบข้อหาและดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ข่าว/ภาพ จักรพงษ์ ระวิวรรณ สำนักข่าวเนชั่น จ.กาฬสินธุ์