อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อยังมีอัตราเร่งแรง จากราคาน้ำมันยังไม่ปรับลดลงได้เร็ว ประกอบกับการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปคยังน้อยกว่าที่คาด ทำให้ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเวลานี้สูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล (15 มิ.ย.อยู่ที่ 115-118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) และอาหารสัตว์ยังราคาสูงส่งผลต้นทุนสินค้าเกษตรขยับขึ้นในไตรมาส 2-3
“มาตรการรับมือฝั่งดีมานด์ เป็นไปได้ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในปีนี้ ส่วนปีหน้าอาจขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งเพื่อพยายามชะลอเงินเฟ้อให้ลง แต่ต้องบาลานซ์ระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้เป็นการมองความเสี่ยงเงินเฟ้อเป็นหลัก แต่ต่อให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่สามารถกดเงินเฟ้อให้ลดลงได้ในเร็ววัน”
เงินเฟ้อพุ่งผู้สูงอายุอ่วม
ทั้งนี้ เข้าใจว่า กนง. รอความชัดเจนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยก่อนจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่ต่อให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือน ส.ค.ปีนี้ กว่าจะเห็นเงินเฟ้อปรับลดลงคงเป็นช่วงปลายปีหลังจากที่เงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุด (พีค) ไปแล้ว
“กนง. ต้องดูผลหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (อีก 0.75% สูงสุดในรอบ 28 ปีเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ณ เวลานี้อยู่ที่ระดับ 1.5-1.75%) หากเกิดภาวะเงินไหลออกจากไทยแรง ตลาดทุนขาดเสถียรภาพ เงินบาทอ่อน 36 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงพฤติกรรมเก็งกำไรและตัวเลขเงินเฟ้อมีการกระจายตัวมาก กนง. อาจขยับดอกเบี้ยไทย โดยยอมรับว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่องทำร้ายผู้สูงอายุ ซึ่งรายได้เติบโตไม่ทันรายจ่าย และสินทรัพย์ที่เก็บออมในรูปเงินฝากดอกเบี้ยปรับขึ้นไม่ทัน รวมทั้งมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำ และผู้ประกอบการขนาดเล็กซึ่งต้องหาวิธีรับมือ”
รัดเข็มขัดไม่สร้างหนี้เพิ่ม
ด้าน นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์ เศรษฐกิจทีทีบี (ttb Analytics) กล่าวว่า ttb Analytics ประเมินทั้งปีนี้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 6.7% โดยเงินเฟ้อภาคธุรกิจหรือการปรับขึ้นของดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ตอนนี้อยู่ที่ 13% ซึ่งทิศทางทยอยปรับเพิ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพราะผู้ผลิตยังไม่ได้ผลักภาระต้นทุนให้กับผู้บริโภคทั้งหมด
หากดูจากส่วนต่าง PPI ที่ระดับ 13% และ เงินเฟ้อผู้บริโภคหรือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อยู่ที่ 7% ในแง่ภาคธุรกิจประเด็นหลักต้องปรับตัว คือ พยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดเรื่องการมีภาระหนี้หรือการกู้โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะแผนการลงทุนใหม่ที่ต้องใช้เงินกู้นั้นจะต้องประเมินสถานการณ์ต้นทุนและโอกาสกำไร เพราะอนาคตยังมีความไม่แน่นอนสูง และต้องคิดเผื่อกรณีมีการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำที่จะตามมา
เงินเฟ้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น มาจากการเดินทาง ยานพาหนะ (น้ำมัน) เป็นอันดับ 1 ซึ่งปรับขึ้นมา 13% อันดับสองคือ อาหาร 6% และอันดับสามคือ ค่าไฟ ค่าหุงต้ม ซึ่งทางออกคือ ต้องพยายามลดภาระค่าใช้จ่ายหากมองสถานการณ์ข้างหน้าไม่ชัดเจนก็ต้องจัดระเบียบ ถ้าไม่จำเป็นอย่ามีภาระหนี้ หรือการกู้มาลงทุน สำหรับเงินเฟ้อไตรมาส 3 มองว่ามีโอกาสเห็น 7-8% และมีโอกาสไต่ระดับสูงได้อีก เพราะผู้ผลิตยังไม่ส่งผ่านภาระต้นทุนทั้งหมด ส่วนเงินเฟ้อที่ระดับ 9% ก็มีโอกาสเป็นไปได้ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงฐานต่ำ หลังจากนั้นเงินฟ้อจะค่อย ๆ ปรับลดลง
“ที่สำคัญต้องจับตาเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมสินค้าหมวดอาหารสดและพลังงาน) หากเร่งตัวหรือปรับขึ้นทะลุ 4% อาจเห็น กนง.ต้องมีประชุมวาระพิเศษเป็นไปได้”
น้ำมัน-อาหารแพงยังไปต่อ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภค-บริโภคที่พุ่งสูงขึ้นในเวลานี้เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อยังเป็นช่วงขาขึ้น โดยเวลานี้แนวราคาน้ำมันดิบตลาดโลกได้ปรับขึ้นมาอยู่ในช่วง 110-120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จากเดิมคาดจะอยู่ในช่วง 100-110 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ ต้องจับตาสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่อาจยืดเยื้อบานปลายจากทางนาโต้ยังส่งอาวุธเข้าไปช่วยยูเครน รวมถึงความขัดแย้ง และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจปะทุกลายเป็นสงคราม อาจส่งผลให้น้ำมันดิบทะลุ 140-150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพลังงาน และราคาสินค้าทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น วิกฤติขาดแคลนอาหารจะขยายตัวเพิ่มขึ้น และจะมีผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งขึ้นได้อีก
“ขณะนี้โลกมี 2 ปัญหาใหญ่ คือ เงินเฟ้อสูงจากราคาพลังงานและอาหาร และปัญหาขาดแคลนอาหาร ซึ่งอีกด้านหนึ่งถือเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารจากเรามีผลผลิตเหลือบริโภค”
ชงรัฐช่วยตรึงต้นทุนเอกชน
อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกไม่ให้ขาดตอนจากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต และช่วยตรึงราคาสินค้าและน้ำมันในประเทศไม่ให้ขยับขึ้นมาก ซึ่งจะมีผลต่อภาวะเงินเฟ้อ ทาง ส.อ.ท.ได้รวบรวมความเห็นของสมาชิกเพื่อนำเสนอรัฐบาลในหลายเรื่อง เช่น ให้รัฐบาลใช้วิธีทางการทูตเจรจาหาแหล่งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปุ๋ยเคมี ที่เวลานี้ขาดแคลน และมีราคาสูงจากประเทศใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ โดยการเซ็นสัญญาซื้อขายระยะยาวยอมรับราคาที่สูงขึ้น การเจรจาซื้อปุ๋ยโดยตรงจากรัสเซีย การปรับสูตรอาหารสัตว์ โดยใช้วัตถุดิบในประเทศที่ทดแทนกันได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น
ส่วนราคาน้ำมันที่ยังเป็นทิศทางขาขึ้น และรัฐบาลได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนดีเซล ซึ่งเวลานี้ชนเพดานที่ 35 บาทต่อลิตรแล้ว หากราคาน้ำมันยังไม่ลดลงหรือปรับขึ้นอีกขอให้รัฐช่วยคงการลดภาษีสรรพสามิต ดีเซล 5 บาทต่อลิตรออกไปคราวละ 2 เดือน หรือรวมแล้วอย่างน้อย 6 เดือน เพราะไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ และราคาสินค้าที่อาจปรับเพิ่มขึ้น
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เคยให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับ 100-110 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่จากความตึงเครียด และความยืดเยื้อของสงครามรัสเซีย-ยูเครน เริ่มส่งผลกระทบมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลแล้วในเวลานี้
“ปีนี้โลกมีปัญหา 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ภาวะเงินเฟ้อสูง อันเนื่องจากราคาพลังงาน ปัญหาที่ 2 คือ ปัญหาการขาดแคลนอาหาร ซึ่งตอนนี้น่ากลัวกว่า เพราะจะส่งผลทำให้ราคาอาหารยิ่งแพงเข้าไปใหญ่ แต่แพงไม่ว่า ตอนนี้มีแนวโน้มที่จะขาด ซึ่งหลายประเทศก็กังวลเรื่องผลผลิตทางด้านอาหาร ทางด้านการเพาะปลูกในช่วงไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4 ปีนี้ผลผลิตอาจจะลดลงไป จากรัสเซียไม่ส่งออกปุ๋ยเคมี ทำให้ทั่วโลกขาด ตรงนี้จะส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรในไตรมาสที่ 3-4 จะลดลง”
ขณะนี้ เกิดสัญญาณแล้ว หลายประเทศโดยเฉพาะยุโรปก็เริ่มมีการขาดแคลนตามที่เป็นข่าว ถ้าขาดแคลนอาหารและกระทบกับอีกหลายร้อยล้านคนก็จะเป็นปัญหาทางสังคม ปัญหาคนอดอยาก และลุกฮือกันในหลายประเทศจากนี้ไป ก็จะเป็นวิกฤติ หากสงครามยืดเยื้อหรือบานปลาย หรือรุนแรงออกไป ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะไปถึงไหน
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า จากที่ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ได้ปรับฐานใหม่พุ่งขึ้นจาก 100-110 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 110-120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และอนาคตกรณีเลวร้าย หากน้ำมันดิบปรับขึ้นถึง 140-150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศก็จะต้องปรับขึ้นอีก ก็จะยิ่งกระทบไปหมดทั้งไทยและทั่วโลก รวมถึงกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า และต้องปรับเพิ่มราคาสินค้า เงินเฟ้อก็จะยิ่งปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมแผนรับมือ
อย่างไรก็ดี เรื่องการขาดแคลนอาหารทั่วโลกในอีกด้านหนึ่ง ถือว่าเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกอาหาร โดยต้องพยายามไม่ให้ซัพพลายเชนวัตถุดิบอาหารต่างๆ ขาดแคลน ซึ่งราคาสินค้าแพงไม่เป็นไร เพราะต่างประเทศยินดีซื้อ ดังนั้นจึงต้องมีการบริหารจัดการในเรื่องนี้ให้ดี โดยเวลานี้ภาคเอกชนพยายามทำใน 3 ด้านคือ
1.ต้องพยายามหาแหล่งวัตถุดิบ หรือแหล่งซื้อใหม่จากประเทศใหม่ ๆ เพิ่มเติม
2.ทำอย่างไรในการไปเซ็นสัญญาซื้อระยะยาว ปีสองปีผูกไว้เลย และในระหว่างผูกสัญญาระยะยาวก็ยอมปรับราคาตามสภาพความเป็นจริง ยอมรับสภาพของราคาที่ปรับตลอดที่ผูกสัญญาไว้ แต่ขอให้มีของ และ
3.ขณะนี้มีหลายบริษัทที่เริ่มทำควบคู่ขนานไปคือการปรับสูตรอาหารสัตว์ โดยการใช้วัตถุดิบในประเทศเข้ามาทดแทน เหล่านี้เอกชนก็เริ่มทำกันอย่างเต็มที่ในเวลานี้ทั้ง 3 วิธี
ส่วนเรื่องน้ำมันแพง ซึ่งรัฐบาลได้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลให้ 5 บาทต่อลิตรนาน 2 เดือน(ถึง 20 ก.ค.) หากดูสถานการณ์น้ำมันที่ปรับขึ้นเวลานี้อาจจะต้องขยายเวลาออกไปเป็น 2+2+2 หรือเป็น 6 เดือน
ขณะเดียวกันจากที่ไทยเปิดประเทศ ภาคการท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ หากทุกอย่างเอื้ออำนวย และทางกลุ่มทางด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พวกโรงแรม และอื่น ๆ มีความพร้อมก็สามารถจะรองรับนักท่องเที่ยวได้มาก
หาก 6 เดือนหลังของปีนี้ไทยสามารถรับนักท่องเที่ยวได้เดือนละล้านคน ก็จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 6 ล้าน หรือ 6 ล้านกว่าคนถึงสิ้นปีนี้ อย่างน้อยจะทำให้เครื่องยนต์ตัวที่ 2 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญอีกตัว เริ่มสตาร์ทเครื่องติด ประเทศก็จะมีสภาพคล่อง มีเม็ดเงินเข้ามา มีการจ้างงาน มีเงินหมุนเวียน ทำให้คนมีกำลังซื้อ และอะไรต่าง ๆ ตรงนี้จะช่วยได้ดีขึ้น สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น แต่หวังว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะไม่บานปลายจนกระทบนักท่องเที่ยว
ห้างดัง เดอะมอลล์..พร้อมอัดโปรแรง
นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหนือการควบคุม ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ผู้ประกอบการมีต้นทุนสินค้าสูงขึ้น และอาจมีการปรับขึ้นราคาสินค้าบางประเภท ส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ร่วมกับคู่ค้า ซัพพลายเออร์ จัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนให้มากที่สุด
“ครึ่งปีหลัง เดอะ มอลล์จะผนึกกำลังกับพันธมิตรทางธุรกิจ อัดโปรโมชั่นแรงอย่างต่อเนื่องตลอด 6 เดือน เพื่อช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือไปยังซัพพลายเออร์ให้ตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค หรือผ่อนปรนการขึ้นราคาสินค้า เพื่อให้มีผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุดด้วย”
ห่วงกระทบไทยเที่ยวไทย
นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถานการณ์เงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ ททท. ยังคงต้องบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น สำหรับตลาดต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวไทย จากการที่ททท.ได้รับเสียงสะท้อนจากเอเย่นต์ทัวร์ต่างประเทศ พบว่าหากคนที่ต้องการเดินทางมาเที่ยวจริง ๆ อย่าง ตลาดอเมริกา หรือยุโรป ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย
หรือแม้แต่ผู้แทนทางการตลาดของททท.ในต่างประเทศก็มองว่า ในตลาดเบลเยียมเอง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คนเก็บเงินออมในธนาคารรวมกันมากถึง 3 แสนล้านยูโร และด้วยความที่อั้นไม่ได้เดินทางเที่ยวมานานกว่า 2 ปี ถ้าเขาต้องการเดินทางเที่ยวเงินเฟ้อก็ไม่มีผล เพราะเขาเก็บเงินไว้มาก
ส่วนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เงินเฟ้ออาจจะมีผลกระทบบ้าง เพราะทำให้มีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตสูงขึ้น การเดินทางท่องเที่ยวก็อาจจะมีการลดจำนวนลงไป หรือลดการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวลงไป แต่ด้วยโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 4 ส่วนขยายอีก 1.5 ล้านสิทธิ ที่รัฐสนับสนุนใช้จ่ายในการเดินทางให้ 40% ก็น่าจะมีส่วนช่วยได้
ขอขอบคุณที่มา เพจฐานเศรษฐกิจ
จาก หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3793 วันที่ 19 - 22 มิถุนายน 2565