เนชั่นทีวี

ข่าว

เตรียมรับมือพายุเงินเฟ้อ 3 ตัวเร่งใหม่ดันพุ่งปรี๊ด ฝั่งเอกชนตั้งการ์ดคุมต้นทุนผลิต

20 มิ.ย. 2565 | teerawat_pra

เตรียมรับมือพายุเงินเฟ้อ 3 ตัวเร่งใหม่ดันพุ่งปรี๊ด ฝั่งเอกชนตั้งการ์ดคุมต้นทุนผลิต

พายุเงินเฟ้อไทย-โลกยังขาขึ้น CIMBT ชี้แนวโน้มปรับขึ้นค่าแรง เร่งใช้จ่ายรับเปิดประเทศ ผู้ผลิตส่งผ่านภาระต้นทุนเพิ่ม 3 ตัวเร่งใหม่ดันเงินเฟ้อ จับตา Q3 พุ่งปรี๊ด 10% เตือนประชาชน-ภาคธุรกิจอย่าสร้างหนี้เพิ่ม บิ๊กสภาอุตฯ ชงรัฐมาตรการรับมือ ททท.ห่วงกระทบไทยเที่ยวไทย

อีกหนึ่งสภาวะทางเศรษฐกิจไทย ที่สถานการณ์ยังคงต้องจับตาทุกความเคลื่อนไหว วันนี้ทีมข่าว ขอหยิบยกเรื่องราวดีๆ ที่มาจากเพจฐานเศรษฐกิจ นำมาเผยแพร่ให้คอข่าวชาวเนชั่น ให้ก้าวทัน “เงินเฟ้อในประเทศไทย”

เงินเฟ้อ  คือ อะไร

เงินเฟ้อ อธิบายแบบง่ายๆ คือ ภาวะที่ระดับราคาของสินค้าและบริการโดยทั่วไปในประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ในเชิงของมูลค่าของเงินกลับต่ำลง

ตัวอย่างของสถานการณ์เงินเฟ้อ

ยกตัวอย่างเมื่อสมัยย้อนไปสิบปีก่อน เด็กหญิงกอไก่สามารถซื้อก๋วยเตี๋ยว 1 ชามได้ในราคา 20 บาท สิบปีต่อมา นางสาวกอไก่พบว่าเงิน 20 บาทของเธออาจจะซื้อได้แค่ก๋วยเตี๋ยวครึ่งชาม ถ้าอยากจะซื้อก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม เธอจะต้องจ่ายเงินถึง 40 บาทเลยทีเดียว

เห็นได้ชัดว่ามูลค่าของเงิน 20 บาทของเมื่อสิบปีก่อนกับวันนี้มันลดลงนั่นเอง

ซึ่งดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index or CPI) เป็นเครื่องมือการวัดอัตราเงินเฟ้อหรือการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค

ถึงอย่างนั้น เงินเฟ้อก็ไม่ได้แย่เสมอไป เพราะว่าตามทฤษฎี เงินเฟ้อจะทำให้คนรู้สึกมีเงินเยอะขึ้น คนซื้อก็จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น คนขายก็อยากจะเพิ่มการผลิตเพื่อนำไปขายมากขึ้น เศรษฐกิจก็เติบโตด้วยนั่นเอง

เตรียมรับมือพายุเงินเฟ้อ 3 ตัวเร่งใหม่ดันพุ่งปรี๊ด ฝั่งเอกชนตั้งการ์ดคุมต้นทุนผลิต

ปกติแล้ว อัตราเงินเฟ้อจะถูกควบคุมโดยธนาคารกลางหรือธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านนโยบายการเงินเพื่อไม่ให้เพิ่มขึ้นหรือเกิดความผันผวนมากเกินไป ไม่งั้นจะเกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) เหมือนเวเนซุเอลาที่เงินแทบจะไร้ค่า…!!

อย่าเพิ่งท้อ มาอ่านกันต่อ!!

เงินเฟ้อ หรือ Inflation เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่สำคัญของไทยและทั่วโลก ซึ่ง ณ ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่คำนวณจากระดับราคาสินค้าและบริการครอบ คลุมทุกหมวดสินค้ารวมถึงอาหารสดและพลังงานได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยตัวเลขเงินเฟ้อของไทยเดือน พ.ค.2565 ขยายตัว 7.10% ทำสถิติสูงสุดรอบ 13 ปี ส่วนสหรัฐอเมริกา เงินเฟ้อเดือน พ.ค.ขยายตัว 8.6% สูงสุดรอบกว่า 40 ปี และอังกฤษ (ณ เม.ย.)ขยายตัว 9% สูงสุดรอบ 40 ปีเช่นกัน

 

เงินเฟ้อ ที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลกในเวลานี้เป็นผลพวงจากราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น จากวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อและยังไร้จุดจบ กระทบห่วงโซ่อุปทาน(ซัพพลายเชน) โลก ส่งผลให้ราคาพลังงานทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม วัตถุดิบอาหารคน-อาหารสัตว์ และอาหารเพื่อคนและสัตว์บริโภคพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ กระทบเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคทุกประเทศ สวนทางกับเงินในกระเป๋าที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น หรือลดลง

จับตา Q3 พุ่งแตะ 10%

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มเงินเฟ้อยังปรับเพิ่มได้อีกหากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและการเร่งใช้จ่ายรับเปิดเมืองหรือ Demand Pull อาจจะเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อไตรมาส 3 ปีนี้ มีโอกาสแตะ 10% โดยคาดว่าไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 4% ซึ่งเป็นปัจจัยบวก

อมรเทพ จาวะลา

เตรียมรับมือพายุเงินเฟ้อ 3 ตัวเร่งใหม่ดันพุ่งปรี๊ด ฝั่งเอกชนตั้งการ์ดคุมต้นทุนผลิต อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อยังมีอัตราเร่งแรง จากราคาน้ำมันยังไม่ปรับลดลงได้เร็ว ประกอบกับการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปคยังน้อยกว่าที่คาด ทำให้ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเวลานี้สูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล (15 มิ.ย.อยู่ที่ 115-118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) และอาหารสัตว์ยังราคาสูงส่งผลต้นทุนสินค้าเกษตรขยับขึ้นในไตรมาส 2-3

“มาตรการรับมือฝั่งดีมานด์ เป็นไปได้ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในปีนี้ ส่วนปีหน้าอาจขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งเพื่อพยายามชะลอเงินเฟ้อให้ลง แต่ต้องบาลานซ์ระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้เป็นการมองความเสี่ยงเงินเฟ้อเป็นหลัก แต่ต่อให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่สามารถกดเงินเฟ้อให้ลดลงได้ในเร็ววัน”

เงินเฟ้อพุ่งผู้สูงอายุอ่วม

ทั้งนี้ เข้าใจว่า กนง. รอความชัดเจนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยก่อนจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่ต่อให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือน ส.ค.ปีนี้ กว่าจะเห็นเงินเฟ้อปรับลดลงคงเป็นช่วงปลายปีหลังจากที่เงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุด (พีค) ไปแล้ว

“กนง. ต้องดูผลหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (อีก 0.75% สูงสุดในรอบ 28 ปีเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ณ เวลานี้อยู่ที่ระดับ 1.5-1.75%) หากเกิดภาวะเงินไหลออกจากไทยแรง ตลาดทุนขาดเสถียรภาพ เงินบาทอ่อน 36 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงพฤติกรรมเก็งกำไรและตัวเลขเงินเฟ้อมีการกระจายตัวมาก กนง. อาจขยับดอกเบี้ยไทย โดยยอมรับว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่องทำร้ายผู้สูงอายุ ซึ่งรายได้เติบโตไม่ทันรายจ่าย และสินทรัพย์ที่เก็บออมในรูปเงินฝากดอกเบี้ยปรับขึ้นไม่ทัน รวมทั้งมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำ และผู้ประกอบการขนาดเล็กซึ่งต้องหาวิธีรับมือ”

เตรียมรับมือพายุเงินเฟ้อ 3 ตัวเร่งใหม่ดันพุ่งปรี๊ด ฝั่งเอกชนตั้งการ์ดคุมต้นทุนผลิต

รัดเข็มขัดไม่สร้างหนี้เพิ่ม

ด้าน นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์ เศรษฐกิจทีทีบี (ttb Analytics) กล่าวว่า ttb Analytics ประเมินทั้งปีนี้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 6.7% โดยเงินเฟ้อภาคธุรกิจหรือการปรับขึ้นของดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ตอนนี้อยู่ที่ 13% ซึ่งทิศทางทยอยปรับเพิ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพราะผู้ผลิตยังไม่ได้ผลักภาระต้นทุนให้กับผู้บริโภคทั้งหมด

 

หากดูจากส่วนต่าง PPI ที่ระดับ 13% และ เงินเฟ้อผู้บริโภคหรือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อยู่ที่ 7% ในแง่ภาคธุรกิจประเด็นหลักต้องปรับตัว คือ พยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดเรื่องการมีภาระหนี้หรือการกู้โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะแผนการลงทุนใหม่ที่ต้องใช้เงินกู้นั้นจะต้องประเมินสถานการณ์ต้นทุนและโอกาสกำไร เพราะอนาคตยังมีความไม่แน่นอนสูง และต้องคิดเผื่อกรณีมีการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำที่จะตามมา

 

เตรียมรับมือพายุเงินเฟ้อ 3 ตัวเร่งใหม่ดันพุ่งปรี๊ด ฝั่งเอกชนตั้งการ์ดคุมต้นทุนผลิต

เงินเฟ้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น มาจากการเดินทาง ยานพาหนะ (น้ำมัน) เป็นอันดับ 1 ซึ่งปรับขึ้นมา 13% อันดับสองคือ อาหาร 6% และอันดับสามคือ ค่าไฟ ค่าหุงต้ม ซึ่งทางออกคือ ต้องพยายามลดภาระค่าใช้จ่ายหากมองสถานการณ์ข้างหน้าไม่ชัดเจนก็ต้องจัดระเบียบ ถ้าไม่จำเป็นอย่ามีภาระหนี้ หรือการกู้มาลงทุน สำหรับเงินเฟ้อไตรมาส 3 มองว่ามีโอกาสเห็น 7-8% และมีโอกาสไต่ระดับสูงได้อีก เพราะผู้ผลิตยังไม่ส่งผ่านภาระต้นทุนทั้งหมด ส่วนเงินเฟ้อที่ระดับ 9% ก็มีโอกาสเป็นไปได้ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงฐานต่ำ หลังจากนั้นเงินฟ้อจะค่อย ๆ ปรับลดลง

“ที่สำคัญต้องจับตาเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมสินค้าหมวดอาหารสดและพลังงาน) หากเร่งตัวหรือปรับขึ้นทะลุ 4% อาจเห็น กนง.ต้องมีประชุมวาระพิเศษเป็นไปได้”

น้ำมัน-อาหารแพงยังไปต่อ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภค-บริโภคที่พุ่งสูงขึ้นในเวลานี้เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อยังเป็นช่วงขาขึ้น โดยเวลานี้แนวราคาน้ำมันดิบตลาดโลกได้ปรับขึ้นมาอยู่ในช่วง 110-120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จากเดิมคาดจะอยู่ในช่วง 100-110 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ ต้องจับตาสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่อาจยืดเยื้อบานปลายจากทางนาโต้ยังส่งอาวุธเข้าไปช่วยยูเครน รวมถึงความขัดแย้ง และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจปะทุกลายเป็นสงคราม อาจส่งผลให้น้ำมันดิบทะลุ 140-150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพลังงาน และราคาสินค้าทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น วิกฤติขาดแคลนอาหารจะขยายตัวเพิ่มขึ้น และจะมีผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งขึ้นได้อีก

เกรียงไกร เธียรนุกุล

 

“ขณะนี้โลกมี 2 ปัญหาใหญ่ คือ เงินเฟ้อสูงจากราคาพลังงานและอาหาร และปัญหาขาดแคลนอาหาร ซึ่งอีกด้านหนึ่งถือเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารจากเรามีผลผลิตเหลือบริโภค”

 

ชงรัฐช่วยตรึงต้นทุนเอกชน

อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกไม่ให้ขาดตอนจากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต และช่วยตรึงราคาสินค้าและน้ำมันในประเทศไม่ให้ขยับขึ้นมาก ซึ่งจะมีผลต่อภาวะเงินเฟ้อ ทาง ส.อ.ท.ได้รวบรวมความเห็นของสมาชิกเพื่อนำเสนอรัฐบาลในหลายเรื่อง เช่น ให้รัฐบาลใช้วิธีทางการทูตเจรจาหาแหล่งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปุ๋ยเคมี ที่เวลานี้ขาดแคลน และมีราคาสูงจากประเทศใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ โดยการเซ็นสัญญาซื้อขายระยะยาวยอมรับราคาที่สูงขึ้น การเจรจาซื้อปุ๋ยโดยตรงจากรัสเซีย การปรับสูตรอาหารสัตว์ โดยใช้วัตถุดิบในประเทศที่ทดแทนกันได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น

 

ส่วนราคาน้ำมันที่ยังเป็นทิศทางขาขึ้น และรัฐบาลได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนดีเซล ซึ่งเวลานี้ชนเพดานที่ 35 บาทต่อลิตรแล้ว หากราคาน้ำมันยังไม่ลดลงหรือปรับขึ้นอีกขอให้รัฐช่วยคงการลดภาษีสรรพสามิต ดีเซล 5 บาทต่อลิตรออกไปคราวละ 2 เดือน หรือรวมแล้วอย่างน้อย 6 เดือน เพราะไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ และราคาสินค้าที่อาจปรับเพิ่มขึ้น

เตรียมรับมือพายุเงินเฟ้อ 3 ตัวเร่งใหม่ดันพุ่งปรี๊ด ฝั่งเอกชนตั้งการ์ดคุมต้นทุนผลิต

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เคยให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับ 100-110 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่จากความตึงเครียด และความยืดเยื้อของสงครามรัสเซีย-ยูเครน เริ่มส่งผลกระทบมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลแล้วในเวลานี้

 

“ปีนี้โลกมีปัญหา 2 เรื่องใหญ่ ๆ  คือ ภาวะเงินเฟ้อสูง อันเนื่องจากราคาพลังงาน ปัญหาที่ 2 คือ ปัญหาการขาดแคลนอาหาร ซึ่งตอนนี้น่ากลัวกว่า เพราะจะส่งผลทำให้ราคาอาหารยิ่งแพงเข้าไปใหญ่ แต่แพงไม่ว่า ตอนนี้มีแนวโน้มที่จะขาด ซึ่งหลายประเทศก็กังวลเรื่องผลผลิตทางด้านอาหาร ทางด้านการเพาะปลูกในช่วงไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4  ปีนี้ผลผลิตอาจจะลดลงไป จากรัสเซียไม่ส่งออกปุ๋ยเคมี ทำให้ทั่วโลกขาด ตรงนี้จะส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรในไตรมาสที่ 3-4 จะลดลง”

 

ขณะนี้ เกิดสัญญาณแล้ว หลายประเทศโดยเฉพาะยุโรปก็เริ่มมีการขาดแคลนตามที่เป็นข่าว ถ้าขาดแคลนอาหารและกระทบกับอีกหลายร้อยล้านคนก็จะเป็นปัญหาทางสังคม ปัญหาคนอดอยาก และลุกฮือกันในหลายประเทศจากนี้ไป ก็จะเป็นวิกฤติ หากสงครามยืดเยื้อหรือบานปลาย หรือรุนแรงออกไป  ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะไปถึงไหน

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า จากที่ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ได้ปรับฐานใหม่พุ่งขึ้นจาก 100-110 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 110-120  ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และอนาคตกรณีเลวร้าย หากน้ำมันดิบปรับขึ้นถึง 140-150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศก็จะต้องปรับขึ้นอีก ก็จะยิ่งกระทบไปหมดทั้งไทยและทั่วโลก รวมถึงกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า และต้องปรับเพิ่มราคาสินค้า เงินเฟ้อก็จะยิ่งปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมแผนรับมือ

อย่างไรก็ดี เรื่องการขาดแคลนอาหารทั่วโลกในอีกด้านหนึ่ง ถือว่าเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกอาหาร โดยต้องพยายามไม่ให้ซัพพลายเชนวัตถุดิบอาหารต่างๆ ขาดแคลน ซึ่งราคาสินค้าแพงไม่เป็นไร เพราะต่างประเทศยินดีซื้อ  ดังนั้นจึงต้องมีการบริหารจัดการในเรื่องนี้ให้ดี โดยเวลานี้ภาคเอกชนพยายามทำใน 3 ด้านคือ

1.ต้องพยายามหาแหล่งวัตถุดิบ หรือแหล่งซื้อใหม่จากประเทศใหม่ ๆ เพิ่มเติม 

2.ทำอย่างไรในการไปเซ็นสัญญาซื้อระยะยาว ปีสองปีผูกไว้เลย และในระหว่างผูกสัญญาระยะยาวก็ยอมปรับราคาตามสภาพความเป็นจริง ยอมรับสภาพของราคาที่ปรับตลอดที่ผูกสัญญาไว้ แต่ขอให้มีของ และ 

3.ขณะนี้มีหลายบริษัทที่เริ่มทำควบคู่ขนานไปคือการปรับสูตรอาหารสัตว์ โดยการใช้วัตถุดิบในประเทศเข้ามาทดแทน เหล่านี้เอกชนก็เริ่มทำกันอย่างเต็มที่ในเวลานี้ทั้ง 3 วิธี

ส่วนเรื่องน้ำมันแพง ซึ่งรัฐบาลได้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลให้ 5 บาทต่อลิตรนาน 2 เดือน(ถึง 20 ก.ค.) หากดูสถานการณ์น้ำมันที่ปรับขึ้นเวลานี้อาจจะต้องขยายเวลาออกไปเป็น 2+2+2 หรือเป็น 6 เดือน

ขณะเดียวกันจากที่ไทยเปิดประเทศ ภาคการท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ หากทุกอย่างเอื้ออำนวย และทางกลุ่มทางด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พวกโรงแรม  และอื่น ๆ มีความพร้อมก็สามารถจะรองรับนักท่องเที่ยวได้มาก

หาก 6 เดือนหลังของปีนี้ไทยสามารถรับนักท่องเที่ยวได้เดือนละล้านคน ก็จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 6 ล้าน หรือ 6 ล้านกว่าคนถึงสิ้นปีนี้ อย่างน้อยจะทำให้เครื่องยนต์ตัวที่ 2 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญอีกตัว เริ่มสตาร์ทเครื่องติด ประเทศก็จะมีสภาพคล่อง มีเม็ดเงินเข้ามา มีการจ้างงาน มีเงินหมุนเวียน ทำให้คนมีกำลังซื้อ และอะไรต่าง ๆ ตรงนี้จะช่วยได้ดีขึ้น สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น  แต่หวังว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะไม่บานปลายจนกระทบนักท่องเที่ยว

เตรียมรับมือพายุเงินเฟ้อ 3 ตัวเร่งใหม่ดันพุ่งปรี๊ด ฝั่งเอกชนตั้งการ์ดคุมต้นทุนผลิต

ห้างดัง เดอะมอลล์..พร้อมอัดโปรแรง

นางสาววรลักษณ์  ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหนือการควบคุม ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ผู้ประกอบการมีต้นทุนสินค้าสูงขึ้น และอาจมีการปรับขึ้นราคาสินค้าบางประเภท ส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ร่วมกับคู่ค้า ซัพพลายเออร์ จัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนให้มากที่สุด

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ “ครึ่งปีหลัง เดอะ มอลล์จะผนึกกำลังกับพันธมิตรทางธุรกิจ อัดโปรโมชั่นแรงอย่างต่อเนื่องตลอด 6 เดือน เพื่อช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือไปยังซัพพลายเออร์ให้ตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค หรือผ่อนปรนการขึ้นราคาสินค้า เพื่อให้มีผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุดด้วย”

ห่วงกระทบไทยเที่ยวไทย

นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถานการณ์เงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ ททท. ยังคงต้องบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น สำหรับตลาดต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวไทย จากการที่ททท.ได้รับเสียงสะท้อนจากเอเย่นต์ทัวร์ต่างประเทศ พบว่าหากคนที่ต้องการเดินทางมาเที่ยวจริง ๆ อย่าง ตลาดอเมริกา หรือยุโรป ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย

หรือแม้แต่ผู้แทนทางการตลาดของททท.ในต่างประเทศก็มองว่า ในตลาดเบลเยียมเอง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คนเก็บเงินออมในธนาคารรวมกันมากถึง 3 แสนล้านยูโร และด้วยความที่อั้นไม่ได้เดินทางเที่ยวมานานกว่า 2 ปี ถ้าเขาต้องการเดินทางเที่ยวเงินเฟ้อก็ไม่มีผล เพราะเขาเก็บเงินไว้มาก

เตรียมรับมือพายุเงินเฟ้อ 3 ตัวเร่งใหม่ดันพุ่งปรี๊ด ฝั่งเอกชนตั้งการ์ดคุมต้นทุนผลิต

ส่วนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เงินเฟ้ออาจจะมีผลกระทบบ้าง เพราะทำให้มีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตสูงขึ้น การเดินทางท่องเที่ยวก็อาจจะมีการลดจำนวนลงไป หรือลดการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวลงไป แต่ด้วยโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 4 ส่วนขยายอีก 1.5 ล้านสิทธิ ที่รัฐสนับสนุนใช้จ่ายในการเดินทางให้ 40% ก็น่าจะมีส่วนช่วยได้

ขอขอบคุณที่มา เพจฐานเศรษฐกิจ

จาก หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3793 วันที่ 19 - 22 มิถุนายน 2565

เตรียมรับมือพายุเงินเฟ้อ 3 ตัวเร่งใหม่ดันพุ่งปรี๊ด ฝั่งเอกชนตั้งการ์ดคุมต้นทุนผลิต

ข่าวล่าสุด