การส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของเฟด เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่จะไม่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้น ได้หนุนให้ในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +1.46% ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนีSTOXX600 ของยุโรป ก็รีบาวด์ขึ้น +1.42% หลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้มีการประชุมฉุกเฉินและมีการประกาศแผนการที่จะสร้างเครื่องมือใหม่เพื่อจะลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลวิกฤติหนี้ครั้งใหม่หลังจากที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี ของบรรดาประเทศในฝั่งยุโรป อาทิ อิตาลี สเปน โปรตุเกส ต่างปรับตัวขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี เยอรมนี
ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ ท่าทีของเฟดที่อาจไม่ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ผู้เล่นบางส่วนมองว่า การประชุมเฟดล่าสุดอาจเป็นจุดสูงสุดของการส่งสัญญาณเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด หรือ Peaked Hawkishness ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่ระดับ 3.30% จากที่แตะระดับเกือบ3.45% ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุมเฟด อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะผันผวนได้ต่อเนื่อง เพราะเฟดยังคงติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินระดับในการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเรามองว่า หากจะมั่นใจได้ว่า เฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงอีก จะต้องเห็นการชะลอตัวของเงินเฟ้อ รวมถึงเศรษฐกิจที่ชัดเจนก่อน ทำให้เราคงมองว่า จุด Peaked Hawkishness ของเฟด อาจจะมาถึงในการประชุมเดือนกรกฎาคม
ในฝั่งตลาดค่าเงิน ท่าทีของเฟดที่ไม่ได้จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงมากกว่าคาด รวมถึงภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดได้ กดดันให้ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 104.7 จุด หนุนให้ สกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) ทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นแตะระดับ1.047 ดอลลาร์ต่อยูโร อีกครั้ง นอกจากนี้ การย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงส่งผลให้ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นใกล้ระดับ 1,838 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเราคาดว่า อาจมีผู้เล่นบางส่วนที่ได้ Buy on Dip ทองคำในจังหวะการปรับฐานก่อนหน้า เข้ามาทยอยขายทำกำไรทองคำได้ ซึ่งโฟลว์ดังกล่าวอาจช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้บ้างในวันนี้
สำหรับวันนี้ นอกเหนือจากผลการประชุมเฟดที่รับรู้ไปแล้วในช่วงเช้าตรู่ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยตลาดมองว่า แรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง จะหนุนให้ BOE อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25% โดย BOE อาจประเมินว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังคงได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของรัฐบาล รวมถึงตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ BOE สามารถทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมปัญหาเงินเฟ้อได้ ทั้งนี้ ตลาดประเมินว่า BOE อาจสามารถทยอยขึ้นดอกเบี้ยจนแตะระดับ 2.00% ได้ในปีนี้