ECA International บริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลระดับนานาชาติ ซึ่งทำหน้าที่เก็บข้อมูลความเป็นอยู่ต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดอันดับเมืองน่าอยู่ ได้ออกรายงานประจำปีโดยอ้างอิงดัชนี (ECA index)ที่มาจากผลการวิจัยที่แสดงค่าค่าครองชีพของแรงงานต่างชาติ หรือ พนักงานของบริษัทข้ามชาติที่ไปประจำสาขาที่ฮ่องกง (Expats) ใน 207 เมืองใหญ่ของ 120 ประเทศและดินแดน โดยวัดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การแข็งค่าของสกุลเงิน ราคาสินค้าจำเป็นในครัวเรือน เช่น อาหาร นม น้ำมันปรุงอาหาร ค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ โดยพบว่าฮ่องกงยังครองแชมป์เมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 3 แล้ว
เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ฮ่องกงจะบอบช้ำจากเหตุการณ์ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย และสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย แต่ราคาค่าที่พักไม่ได้ลดลงเลย ทั้ง ๆ ที่ในทางทฤษฎีปัจจัยเหล่านี้น่าจะทำให้อุปสงค์ด้านที่พักอาศัยลดลง ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนมองว่าเพราะฮ่องกงยังเป็นศูนย์กลางทางการเงินแห่งเอเชีย และเป็นแกนหลักในโครงการ "อ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า" (Greater Bay Area) หรือ GBA ที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจและนวัตกรรม เทคโนโลยีทันสมัย เป็นจุดบ่มเพาะสตาร์ทอัพทีสำคัญทั้งของจีนและของโลก จึงยังดึงดูดนักลงทุนทำให้ฮ่องกงยังคงยืนหนึ่งอยู่ได้
ECA index ยังชี้ว่า เอเชียเป็นทวีปที่ค่าครองชีพแพงที่สุด เพราะมีถึง 5 เมือง ที่ติดกลุ่ม top ten ได้แก่ ฮ่องกง โตเกียว เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และโซล ซึ่งถ้ารวมเมืองในตะวันออกกลางมาอยู่ในกลุ่มเดียวกับเอเชียซึ่งก็คือ เทล อาวีฟ ของอิสราเอล ที่อยู่ในอันดับ 6 ก็จะทำให้เอเชีย มีเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกถึง 6 เมือง ในอันดับ top ten