ส่วนความรู้สึกวันนี้ก็เหมือนกับคนกรุงเทพฯทั่วไป และวันนี้ตนก็ทำหน้าที่เป็นคนกรุงเทพฯทั่วไปที่ออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียง และมีความคาดหวังอย่างคนกรุงเทพฯทั่วไป ว่าผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่จะทำหน้าที่ตามนโยบายที่ได้ประกาศเอาไว้อย่างเต็มความรู้ความสามารถของตัวเอง และเชื่อว่าใน 4 ปีข้างหน้าในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นโยบายของผู้สมัครในการเลือกตั้งน่าจะไม่วนอยู่ในจุดเดิมๆ เพราะหากยังวนอยู่ในจุดเดิมก็แปลว่าปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแก้ไขได้ทั้ง 100% แต่ควรจะพัฒนาในเกณฑ์ที่คนกรุงเทพฯให้ความพึงพอใจ
รวมถึงผู้สมัคร ส.ก. หลายคนก็มีความรู้ความสามารถ มีทั้งอดีต ส.ก. และคนรุ่นใหม่ ซึ่ง ส.ก.นั้นเป็นคนที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าผู้ว่าฯ กทม. ดังนั้นเชื่อว่า ส.ก.ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา กทม. ได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม
“คนกรุงเทพฯ เรารอมานานในการที่จะออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียง และก็เลือกคนที่เรามองว่าจะทำประโยชน์ให้กับกรุงเทพฯได้มากที่สุดเข้าไปบริหาร ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้สมัครทุกคนมีความรู้ความสามารถและฟังจากนโยบายต่างๆ ทำให้คนกรุงเทพฯมีความหวัง ซึ่งความหวังเหล่านั้นจะไม่เป็นไปตามที่เราคิด หากเราไม่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นขอเชิญชวนออกมาใช้สิทธิ์กันให้เยอะๆ” น.ต.ศิธา กล่าว
ด้าน นางสาวโฉมโสภา ศิริปรารภ อายุ 31 ปี อาชีพฟรีแลนซ์ ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งคนแรกประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 9 ให้สัมภาษณ์หลังการใช้สิทธิเลือกตั้งว่า ตนรู้สึกดีที่ได้มีโอกาสมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงของตัวเอง เพราะคิดว่าหนึ่งเสียงของตน จะสามารถช่วย กทม.ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อได้ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ก็หวังว่าจะเข้าพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นกว่านี้ ซึ่งส่วนตัวอยากจะให้มีการแก้ปัญหาเรื่องการเดินทาง ในช่วงเช้าที่มีปัญหารถติด รวมถึงปัญหาราคาของที่เพิ่มมากขึ้น
โดยคาดหวังว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความโปร่งใส หลังจากที่ไม่ได้มีการเลือกตั้งมา 9 ปี ตนคาดหวังว่าจะได้ผู้ว่าฯ กทม. ที่ตรงใจ เพื่อเข้ามาเปลี่ยนแปลง กทม. เพราะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานานมากแล้ว สำหรับ ส.ก. ที่จะเข้ามาทำงานในพื้นที่เขตประเวศ ก็อยากให้เข้ามาแก้ไขเรื่องถนนหนทางและซอยต่างๆ ที่มีความขรุขระ รวมถึงปัญหายุงที่มีเยอะมาก ซึ่งตนอยากเชิญชวนให้คน กทม. ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้เยอะที่สุด เพราะหนึ่งเสียงของเรามีพลัง