เมื่อไปหาคำตอบทั้ง 3 ประเด็น จากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะนักสังเกตการณ์ทางกาเรมือง
เริ่มด้วย รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ประเด็นที่ 1 การตัดคะแนนกันเอง - อาจเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจุบันมีการแบ่งขั้วทางอุดมการณ์อยู่แล้ว แต่มองว่าการตัดคะแนนกันเองจะเทหนักไปทาง "ฝั่งอนุรักษ์นิยม" มากกว่าฝั่ง "เสรีนิยม" เพราะมีตัวผู้สมัครเยอะ โดยเฉพาะแต่ละคน ต่างมีฐานคะแนนเสียงของตัวเอง ดังนั้น จะเกิดการตัดคะแนนกันเองได้มากกว่า
ประเด็นที่ 2 การโอนคะแนน - คงยาก เพราะพรรคก้าวไกลคงไม่เทคะแนนให้อีกฝั่ง หรือแม้แต่ชัชชาติ เพราะถ้าคิดจะเทคะแนน คงไม่ส่งคนลงสมัคร และอีกส่วนมองว่าหัวคะแนน ไม่ได้มีอิทธิพลมากในกรุงเทพฯ ไม่เหมือนกับในต่างจังหวัด จึงมองว่า การเทคะแนนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก
ประเด็นที่ 3 การขยับตัวของเพื่อไทย - อาจต้องการทดสอบเสียงในกรุงเทพฯ หลังพรรคไทยสร้างไทย (กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์) แตกตัวออกไป
หากเพื่อไทยได้ ส.ก.เยอะจริง ก็ยังสรุปไม่ได้ทั้งหมดว่า คะแนนนิยมของเพื่อไทยยังดี หรือคนชื่นชอบชัชชาติ จึงเทคะแนนให้ เพราะมีหลายตัวแปร เช่น ครั้งนี้เป็นเพียงการเลือกตั้งท้องถิ่น และการเลือก ส.ก. เป็นการเลือกที่ตัวบุคคลเป็นหลัก
สำทับด้วย รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นคล้ายๆ กันว่า
ประเด็นที่ 1 การตัดคะแนนกันเอง - มองว่าไม่เกิดในฝั่งของชัชชาติ เพราะกระแสดี นำโด่งต่อเนื่อง ขณะที่ผู้สมัครคนอื่นมีขึ้น-ลง จึงไปรวมตัวกันเชิงยุทธศาสตร์ แต่ก็บลัฟกันเอง การตัดคะแนนจึงเป็นการตัดกันเองของคนอื่นที่ไม่ใช่ชัชชาติ
ประเด็นที่ 2 การเทคะแนน - วาทกรรม "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" จะไม่เกิดในการเลือกตั้งหนนี้ เพราะปี 56 คู่แข่งชัดเจน "ชายหมู กับ จูดี้" แต่ครั้งนี้ผู้สมัครฝั่ง "อนุรักษนิยม" เยอะ และไม่ได้วางยุทธศาสตร์กันตั้งแต่แรก ทำให้ไม่เป็นเอกภาพ ดังนั้น การเทคะแนน จึงเป็นแนวทางของผู้เชียร์ แต่ไม่ใช่ของตัวผู้สมัคร
ประเด็นที่ 3 การขยับของพรรคเพื่อไทย - เป็นการเช็กคะแนนนิยมว่าผลเป็นเช่นไร เพื่อจะได้สามารถประเมินถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้า หลังประกาศแลนด์สไลด์ เพราะหากแพ้ใน กทม. ก็จะต้องไปทำการบ้านว่าหมายความว่าอย่างไร เช่น พรรคเพื่อไทยมีปัญหาอะไรกับคน กทม. หรือภาพทรงจำของพรรคเพื่อไทยกับ คนกทม. ไม่ดีอย่างไร จะได้แก้ไขก่อนสู้ศึกเลือกตั้งสนามใหญ่
สำหรับอีกประเด็นทิ้งท้ายซึ่งเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ
1.ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้ คือ ตัวแทนคู่ขัดแย้งทางการเมืองทั้งสิ้น สะท้อนว่าความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่
2.คนกทม.ดั้งเดิมที่อยู่ในกลุ่มไม่ตัดสินใจ ประเมินยากมากว่าจะเลือกใคร และถือเป็นตัวแปรสำคัญ ต่างจากกลุ่มนิวโหวตเตอร์ ที่มีผู้สมัครในใจที่เลือกชัดเจน ซึ่งการเมือง กทม. ต่างจากการเมืองต่างจังหวัดที่เป็นระบบอุปถัมภ์ แต่ กทม.เป็นการดูแล ผ่านตัวผู้นำชุมนุม ส.ก. หรือ ส.ข.ในอดีต