ในทั้ง 2 กรณี นักดาราศาสตร์สามารถมองเห็นแสงจากดาวฤกษ์ได้เนื่องจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเลนส์โน้มถ่วง ซึ่งเป็นผลมาจากแรงโน้มถ่วงจากกลุ่มดาราจักรที่อยู่ใกล้กันระหว่างโลกกับดาวฤกษ์ ทั้งนี้ แรงโน้มถ่วงทำหน้าที่เสมือนเลนส์ที่ขยายวัตถุที่อยู่ห่างไกลในพื้นหลัง
กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้พบเห็นแสงจากกาแลคซีที่มีอายุประมาณ 400 ปีหลังจาก Big Bang แต่ดาวแต่ละดวงที่อยู่ในระยะทางไกลขนาดนั้นไม่สามารถระบุได้
เจน ริกบี นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ของนาซ่าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยนี้ กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ดาวเหล่านั้นจะรวมตัวกันเป็นก้อน แต่ในครั้งนี้ธรรมชาติได้ให้ดาวที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ มาหนึ่งดวงเพื่อให้มนุษย์ได้ศึกษากัน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นของขวัญจากจักรวาลเลยก็ว่าได้
นักดาราศาสตร์กล่าวว่า เอียเรนเดล (Earendel) อาจจะเป็นดาวหลักในระบบดาวที่ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์สองดวง หรืออาจเป็นระบบดาวสามดวงหรือสี่ดวงก็เป็นได้ เขาตั้งข้อสังเกตว่า มีโอกาสเล็กน้อยที่ดาวฤกษ์นี้อาจจะเป็นหลุมดำ แต่จากการสังเกตการณ์ที่รวบรวมไว้ในปี 2559 และ 2562 ชี้ให้เห็นว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น
นักวิจัยกล่าวว่ากล้องโทรทรรศน์เจมส์ เวบบ์ ของนาซ่าน่าจะช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวฤกษ์และดาราจักรต้นกำเนิดของมัน เนื่องจากกล้องโทรทรรศน์เจมส์ เวบบ์ นั้นทรงพลังกว่ากล้องฮับเบิลถึง 100 เท่า
ทั้งนี้ นักดาราศาสตร์กล่าวปิดท้ายว่า การศึกษาดวงดาว จะทำให้มนุษย์ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงต้นกำเนิดของพวกเขาและบรรพบุรุษ เพราะว่ามนุษย์ทั้งหลายนั้น ต่างล้วนเกิดขึ้นมาจากละอองบางส่วนของดวงดาวเหล่านี้
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก/ เพจฐานเศรษฐกิจ