ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย.อยู่ที่ระดับ 40.7 ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ผลกระทบจากโควิด- สงครามรัสเซีย-ยูเครน- น้ำมัน-สินค้าแพงดันตัวเลขค่าครองชีพพุ่งสูง

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ นายธนวรรธน์ พลวิชัย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ได้ปรับตัวลดลงจากระดับ 42.0 มาอยู่ที่  40.7 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนก.ย.64 เป็นต้นมา เป็นผลมาจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน 

ทั้งนี้ รวมถึงปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ซึ่งเป็นแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกให้ช้าลงหรือชะลอตัวลง และอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต

รวมไปถึงการที่ระดับราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัญหาราคาสินค้าแพง ก็ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 26.2 มาอยู่ที่ 25.4 และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 49.4 มาอยู่ที่ระดับ 48.0

น้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง ฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 8 เดือน

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 34.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมอยู่ที่ 38.0 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต   49.6   โดยปรับตัวลดลงทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนมี.ค. 2565  

 

“การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 จากความวิตกโควิด-19 ค่าครองชีพ ทำให้มีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก และเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งต้องติดตามว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงไรและยาวนานเพียงใด และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงต่ำกว่าเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 2.5-4.0% ในปีนี้” 

 

น้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง ฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 8 เดือน

“จากความวิตกโควิด-19 ค่าครองชีพ ทำให้มีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก และเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งต้องติดตามว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงไรและยาวนานเพียงใด และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงต่ำกว่าเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 2.5-4.0% ในปีนี้”