กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข ร่วมยืนยันความพร้อมเปิดภาคเรียนในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ทั่วประเทศ เนื่องจากสถานการณ์การติดเชื้อโควิด19 ดีขึ้นชัดเจน ขณะเดียวกันครู บุคลากร และนักเรียน ได้มีการฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์สูงถึงร้อยละ 90

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

วันนี้ (10 พ.ค.) ที่โรงเรียนพญาไท นางสาว ตรีนุช เทียนทอง  รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นาย สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหาร  รวมถึงทางฝั่งกระทรวงสาธารณสุข นำโดย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค  นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมเปิดเรียนอย่างปลอดภัย ในวันที่ 17 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้

รมว.ศึกษาฯย้ำทุกร.ร.พร้อมเปิดเทอม 17 พ.ค.นี้

โดยนางสาว ตรีนุช  เปิดเผยว่า ขณะนี้ทุกเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทั่วประเทศ มีความพร้อมที่จะเปิดเรียนเต็มรูปแบบ ในวันที่ 17 พ.ค.นี้  หลังจากต้องเผชิญสถานการณ์โควิด19 มานานกว่า 2 ปี เนื่องจากสถานการณ์โควิด19 ตอนนี้มีแนวโน้มดีขึ้น อีกทั้งไทยก็กำลังเดินหน้าเข้าสู่โรคประจำถิ่น ขณะเดียวกัน สถานศึกษาทุกแห่งมีการเตรียมความพร้อม100 % ที่ผ่านการประเมินระบบ Thai Stop covid Plus ขณะที่การฉีดวัคซีนให้กับครู บุคลากรเป้าหมาย 689,000 คน  ล่าสุดฉีดครบตามเกณฑ์แล้วกว่าร้อยละ97  ส่วนนักเรียนอายุ 12-17 ปี ฉีดครอบคลุม 2 เข็มแล้ว อยู่ระหว่างกระตุ้นเข็ม 3  ส่วนเด็ก 5-11ปี ฉีดไปแล้วร้อยละ54 โดยจะเร่งฉีดเพิ่มต่อเนื่อง 

รมว.ศึกษาฯย้ำทุกร.ร.พร้อมเปิดเทอม 17 พ.ค.นี้

 

"ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด19 ขณะนี้ ในกลุ่มครูก็ครอบคลุมเกือบทั้งหมด รวมถึงเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3 ด้วย  สถานศึกษาจะต้องมีมาตรการรองรับความปลอดภัยเมื่อเด็กมาเรียน ทั้งในเรื่องของมาตรการสาธารณสุข และโครงสร้างสภาพแวดล้อม  หรือแผนเผชิญเหตุหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้นในโรงเรียน  และที่สำคัญคือแผนฟื้นฟูพัฒนาด้านการเรียนของเด็กด้วย" รมว.ศธ.กล่าว

 

 

ด้านนายสุภัทร ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า สถานศึกษาทุกแห่งมีการเตรียมความพร้อม100 % ที่ผ่านการประเมินระบบ Thai Stop covid Plus   ส่วนเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด ครู บุคลากร เป้าหมาย 689,000 คน  ตอนนี้เกินกว่าร้อยละ 97 ที่มีการฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์ ส่วนครูใหม่อาจจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งแต่ส่วนใหญ่รับวัคซีนเกิน 2 เข็มมาแล้ว  ส่วนในเด็กโต 12-17 ปีพบว่ามีการฉีดวัคซีนเข็ม 2 ขณะนี้ถือว่าครอบคลุม โดยเร่งรัดให้มีการฉีดเข็ม 3   ขณะที่เด็ก 5-11ปี คิดเป็นร้อยละ 54 ซึ่งในช่วงพฤษภาคมเป็นต้นไปอาจจะต้องเร่งในการเข้ารับวัคซีนเพิ่มเติม

 

โดยเช้าวันนี้ ได้มีออกหลักเกณฑ์เพิ่มเติม ในการเปิดสถานศึกษา หลักสำคัญสถานศึกษาจะต้องผ่านการประเมิน Thai Stop covid Plus ในกรณีที่มีการติดเชื้อในสถานศึกษาในห้องเรียน  ห้องเรียนนั้นจะต้องปิดทำความสะอาดประมาณครึ่งวันแล้วถึงจะเปิดได้   ส่วนโรงเรียนประจำ จะต้องมีส่วนเฉพาะแยกกัก สำหรับเด็กที่ติดเชื้อหรือกลุ่มผู้สัมผัสเสียงสูง 

 

ย้ำการเปิดเทอม วันที่17 พฤษภาคมนี้ มีความแตกต่าง คือ การตรวจหาเชื้อ ATK จะตรวจเฉพาะเด็กที่มีอาการเท่านั้น  การเว้นระยะห่างจะไม่เป็นปัญหาต่อไป แต่การจัดกิจกรรมกลุ่มอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยห้องเรียนปรับอาการ จะมีการปิดแอร์ทุก 2 ชั่วโมงเพื่อระบายอาการ 

ด้านนายแพทย์ โอภาสการย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค  ระบุถึงสถานการณ์การระบาดโควิด19 ขณะนี้ มีแนวโน้มการติดเชื้อลดลง และลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ 

 

ขณะนี้ได้มีการเร่งรัดการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับกลุ่มเป้าหมายอายุ 12 ถึง 17 ปี   โดยแนะนำสามารถที่จะรับวัคซีนเข็มกระตุ้นขนาดครึ่งโดสได้  ส่วนเด็กประถม 5-11 ปี  เป้าหมาย 5ล้าน 1แสนคน  เข็มที่ 1 ฉีดไปแล้ว แล้ว 2ล้าน 8แสนคน คิดเป็นร้อยละ 54.5  ส่วนเข็มที่ 2 ฉีดไปแล้ว 8.9 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 17.4

 

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการศึกษาสูตรไขว้ในเด็กเข็มที่ 1 ซิโนแวค และเข็มที่ 2 ตามด้วยไฟเซอร์ ห่างกัน 4 สัปดาห์  พบว่า ระดับภูมิต้านทาน มีแนวโน้มสูงไม่ต่างจากการฉีดไขว้ในผู้ใหญ่  โดยมีนักเรียนประสงค์รับวัคซีนสูตรนี้เพิ่มเติมจำนวน 1.6 แสนคน

 

นพ.โอภาสระบุอีกว่า การเปิดเรียนเป็นจุดหมายสำคัญ  หากประเทศไทยจะเดินหน้าเข้าสู่โรคประจำถิ่น ซึ่งจะต้องเปิดก่อนมีการผ่อนคลายมาตรการสถานบันเทิงผับบาร์คาราโอเกะ  โดยมาตรการของกระทรวงสาสุขมี 3 ขั้น อันดับแรกคือเรื่องของการฉีดวัคซีนโควิดที่ต้องครอบคลุมในกลุ่มเป้าหมายและเป็นไปตามเกณฑ์   

 

ส่วนการตรวจATK คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจเป็นระยะในเด็กแล้ว แต่จะตรวจต่อเมื่อเด็กมีอาการหรือมีความเสี่ยงเท่านั้น  ซึ่งที่ผ่านมาในการเปิดสอบตามสถานศึกษาต่างๆเด็กกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิดก็สามารถที่จะเข้าสอบได้ภายใต้มาตรการสาธารณสุข   โดยที่ผ่านมา การติดเชื้อในสถานศึกษาถือว่ามีการติดเชื้อที่น้อย

 

ขณะที่เด็กในกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูงสามารถมาเรียนได้ แต่ขอให้ระมัดระวังในช่วงแรกสังเกตอาการกักตัว 5 วัน  ส่วนเด็กที่ติดเชื้อแล้วไม่มีอาการก็จะให้กักตัว 7 วันก่อน และอีก 3 วัน สังเกตอาการ แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องมาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การสอบ สามารถมาสอบ มาเรียนได้ แต่อาจจะต้องมีการจัดรูปแบบแยกเฉพาะเพื่อความปลอดภัย 

 

นพ.สราวุฒิ รองอธิบดีกรมอนามัย ระบุถึง มาตรการเปิดเรียนกรณีโรงเรียนไปกลับก็ยังคงเเบ่งเช่นเดียวกับโรงเรียนประจำคือกลุ่มผู้สัมผัสเสียงต่ำสามารถเรียนในพื้นที่สถานศึกษาตามปกติแต่ต้องมีการประเมินในระบบ Thai save Thai  กลุ่มเสี่ยงสูงแบ่งเป็นกรณีไม่ได้รับวัคซีนโควิดมีอาการและไม่มีอาการแนะนำให้กักตัวเป็นเวลา 5 วันและติดตามเฝ้าระวังอีก 5 วัน และมาตรการที่สำคัญในการเปิดเรียนคือ ทุกโรงเรียนต้องผ่านการประเมิน Thai stop covid plus  

 

ส่วนมาตรการเปิดเรียนในโรงเรียนประจำ โดยจะแบ่งเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ  ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง   ซึ่งในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงผู้ติดเชื้อ จะมีการจัดการเรียนการสอนหรือทำกิจกรรมในโซนเฉพาะเป็นเวลา 5 วัน และติดตามสังเกตอาการอีก 5 วันกรณีได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบแนะนำ หากไม่มีอาการไม่แนะนำให้กักกัน 

 

ศธ.เร่งคืนคุณภาพการศึกษาหลังโควิด19 

 

ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการกพฐ.ได้ย้ำถึงความปลอดภัยในการเปิดภาคเรียน ในฐานะเป็นผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จะให้ความมั่นใจกับผู้ปกครองคือทำโรงเรียนให้มีความปลอดภัยมากกว่าการอยู่ที่บ้านเด็กอยู่ที่บ้านปลอดภัยอย่างไรจะทำโรงเรียนให้ดีกว่า และทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนแห่งความสุขมากกว่า จะช่วยผู้ปกครองเสมือนผู้ปกครองเด็ก และจะเติมเต็มในส่วนที่ผู้ปกครองไม่สบายใจ เช่น เด็กอยู่ที่บ้านเรียนไม่ทันคนอื่น คนไหนเรียนดีจะต่อยอด คนไหนอ่อนจะเติมเต็ม และได้ให้ทุกโรงเรียนประเมินตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุขด้านความปลอดภัยทุกมิติ

 

ส่วน learning loss เด็กมาโรงเรียนในคราวนี้จะเริ่มจากการเติมความสุขก่อน จะไม่เร่งรีบให้ได้เรียนแต่จะเริ่มจากการประเมินสุขภาพอนามัยของเด็กว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร โดยทำร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและดูแลสภาพจิตใจของนักเรียนว่าในระหว่างที่ขาดจากโรงเรียนแล้วกลับมาเรียนเป็นอย่างไร นี่คือการคืนความรู้และความสุขให้กับนักเรียน

 

ด้าน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ระบุว่า อาชีวศึกษาเน้นให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ จึงมีบริบทในเรื่องของการแก้ไขปัญหา learning loss ที่ผ่านมาได้ดำเนินการในเรื่องการขยายระยะเวลาวัดผลประเมินผลเมื่อสิ้นสุดเทอมแต่เมื่อสถานการณ์ของโควิดจึงขยายไปเป็นหนึ่งปีการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเข้าไปฝึกปฏิบัติในสถานที่จริงและใช้เครื่องมือเติมเต็มทักษะที่ขาดหายไปในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด สถานประกอบการที่นักศึกษาเข้าไปเรียนรู้ ทั้งในรูปแบบของการไปฝึกงานและการจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคี 

 

โดยผู้ที่ให้การศึกษาคือสถานประกอบการมีความพร้อมในเรื่องของการควบคุมโควิด นั่นคือสิ่งที่เราต้องเข้าไปประเมินและการเข้าไปรับการเรียนรู้ผู้เรียนจะต้องมีความสมัครใจและเต็มใจเข้าไปเรียน ผู้ปกครองยินยอมที่จะให้เด็กเข้าไปเรียนในสถานประกอบการ ก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้เด็กเข้าไปศึกษา ส่วนที่ไม่ประสงค์จะเรียนในรูปแบบทวิภาคีก็สามารถปรับรูปแบบการเรียนการสอนมาเรียนในชั้นได้เช่นเดียวกัน 

 

นายวัลลภ สงวนนาม  เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ระบุว่า ในชั้นเรียนมีความหลากหลายในเรื่องอายุ อาชีพ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด การเปิดเทอมในครั้งนี้ สำนักงาน กศน.เตรียมความพร้อม เรื่องของพื้นที่ห้องเรียน ความสะอาด ฉีดวัคซีนกับบุคลากร ครู และจะมีการคัดกรองทุกครั้ง ส่วนการจัดกระบวนการเรียนการสอนได้เน้นให้ครูเตรียมความพร้อมจัดตามความต้องการของนักศึกษาโดยวัดความรู้พื้นฐาน เพื่อจะได้จัดการศึกษาให้ตรงกับความต้องการ

 

ตอนนี้ทุกโรงเรียนมีความพร้อมและมีความตั้งใจในการเปิดโรงเรียนโดยที่ผ่านมาได้ประชุมหารือถึงการเตรียมความพร้อม และประเมินนักเรียนในทุกระดับชั้นสถานตัวชี้วัดไหนที่ยังไม่บรรลุก็จะได้ทำการซ่อมเสริมให้กับนักเรียน  เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ระบุ