นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวเสริมว่า จากข้อมูลการสำรวจโลมาอิรวดี พบว่า ปี 2543 พบโลมาอิรวดี ประมาณ 18 ตัว และพบสูงสุดประมาณ 27 ตัว ในปี 2558 สำหรับปี 2564 พบเหลือเพียง 14 ตัว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้เล็งเห็นแนวโน้มการลดลงของโลมาอิรวดีและได้ดำเนินเพื่อการอนุรักษ์และดูแลสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ว่าจะเป็น วาฬ พะยูน และโลมาทั้งประเทศมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายต่างกังวลถึงโอกาสการสูญพันธุ์ของโลมาอิรวดี ซึ่งตนได้เตรียมยกระดับมาตรการระยะเร่งด่วน โดยได้สั่งการให้ทีมนักวิชาการและสำนักงานในพื้นที่เพิ่มการลาดตระเวนโดยใช้การบินสำรวจเพื่อติดตามจำนวนและสถานการณ์ในพื้นที่ รวมทั้ง สร้างเครือข่ายช่วยดูแลและติดตามแจ้งข่าวกรณีพบเจอซากโลมาอิรวดี หรือพบโลมาอิรวดีติดเครื่องมือประมง และเตรียมยกร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง กรมประมง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการระยะกลางและระยาวในทุกมิติ ต่อไป
ทั้งนี้ โลมาอิรวดีจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และยังเป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองตามข้อตกลงระหว่างประเทศ จากการประชุม CITES ครั้งที่ 13 เมื่อปี พ.ศ. 2546 ที่ประเทศไทยได้เสนอให้โลมาอิรวดีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองบัญชีที่ 1 ส่งผลให้โลมาอิรวดีได้รับความคุ้มครองสูงสุดในระดับนานาชาติด้วย นายโสภณทองดี กล่าว
ด้าน ผศ. ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเลและรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์โลมาอิรวดีในประเทศไทยค่อยข้างวิกฤติ หากไม่เร่งดำเนินการหามาตรการบริหารจัดการก็มีแนวโน้มสูญพันธุ์ได้ เนื่องจากภัยคุกคามต่อตัวโลมาอิรวดีก็มีอยู่มากมาย อีกทั้ง ระบบนิเวศและแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ก็ถูกรบกวนจากน้ำมือมนุษย์ จึงเหมือนเป็นตัวเร่งให้เกิดการสูญพันธุ์ของโลมาอิรวดีได้
อย่างไรก็ตาม ตนจะช่วยเร่งรัดการเสนอโลมาอิรวดีเป็นสัตว์ป่าสงวนและสนับสนุนการเสนอขอรับเงินงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อม รวมถึง แรงสนับสนุนจากภายนอก และหาบ้านให้โลมาสร้างเป็นพื้นที่ไข่แดง อย่างที่ต่างประเทศเคยทำสำเร็จมาแล้ว ดร. ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย