ศูนย์จีโนมฯ ย้ำ ระวัง ‘โอมิครอน’ สายพันธุ์ย่อยกลับมาระบาดรุนแรง
09 พ.ค. 2565 | teerawat_pra

ศูนย์จีโนมฯห่วง ‘โอมิครอน’ สายพันธุ์ย่อยกลับมารุนแรง จี้ฉีดวัคซีนสกัด องค์การอนามัยโลก หรือ WHO สั่งจับตาในอีก 2-4 สัปดาห์
ข่าว
09 พ.ค. 2565 | teerawat_pra

ศูนย์จีโนมฯห่วง ‘โอมิครอน’ สายพันธุ์ย่อยกลับมารุนแรง จี้ฉีดวัคซีนสกัด องค์การอนามัยโลก หรือ WHO สั่งจับตาในอีก 2-4 สัปดาห์
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กล่าสุด แสดงความกังวลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด-19 โอมิครอน "สายพันธุ์ย่อย" ที่กำลังระบาดอยู่ในต่างประเทศ
โดยมีข้อความระบุไว้ว่า
การกลายพันธุ์บนสายจีโนมของไวรัสโคโรนา 2019 บริเวณยีนที่สร้างหนาม (Spike gene) ณ ตำแหน่ง “452” อาจเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ “โอไมครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4, BA.5, และ BA.2.12.1” ที่ WHO ให้เฝ้าระวังมีความสามารถที่จะแพร่ระบาดได้เร็วขึ้น (high transmissibility) อีกทั้งอาจจะมีคุณสมบัติในการเชื่อมต่อผนังเซลล์ (ปอด) จากหลายเซลล์เข้ามาเป็นเซลล์เดียว (fusogenicity หรือ multinucleated syncytial pneumocytes) ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อปอดได้ เช่นเดียวกับการติดเชื้อสายพันธุ์ “เดลตา” ที่ระบาดในอดีต
จากการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสโคโรนา 2019 ทั้ง จีโนม พบการเปลี่ยนแปลงบริเวณส่วนหนามตำแหน่งที่ “452” จากกรดอะมิโน “ลิวซีน (L)” เปลี่ยนมาเป็น “อาร์จีนีน (R)” หรือ “กลูตามีน (Q)” (ภาพ 1) ทำให้ส่วนหนามมีคุณสมบัติที่สามารถเชื่อมต่อผนังเซลล์ที่อยู่ใกล้เคียง หลอมรวมเป็นเซลล์เดียว (cell fusion หรือ syncytia formation) ส่งผลให้ไวรัสสามารถแพร่ไประหว่างเซลล์ต่อเซลล์ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องออกมานอกเซลล์ที่สุ่มเสี่ยงถูกจับและทำลายด้วยแอนติบอดีที่ถูกสร้างในร่างกายผู้เคยติดเชื้อตามธรรมชาติและจากการฉีดวัคซีน
บรรดาเซลล์ปอดติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่หลอมหลวมรวมเป็นเซลล์เดียว(infected multinucleated syncytial pneumocytes) จะเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ภายในเซลล์มีหลายนิวเคลียส ดีเอ็นเอภายในเซลล์ดังกล่าวถูกทำลายแตกหัก ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ติดเชื้อมองเป็นสิ่งแปลกปลอมและเข้ามาทำลายเซลล์ที่มีหลายนิวเคลียส (syncytial pneumocytes) เหล่านั้น เกิดการอักเสบลุกลามเกิดเป็นปอดบวมอันอาจทำให้ผู้ติดเชื้อเจ็บป่วยรุนแรง
สายพันธุ์เดลตา มีการกลายพันธุ์ของหนาม เป็น “R452” (ภาพ1 และ ภาพ 2 กรอบแดง) ก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง (high pathogenicity) อันเนื่องมาจากเกิดอาการปอดอักเสบจากการหลอมหลวมของเซลล์ติดเชื้อหลายเซลล์เข้ามาหลอมรวมเป็นเซลล์เดียวกัน (syncytial pneumocytes)
ตรงกันข้ามกับสายพันธุ์โอมิครอนดั้งเดิม (B.1.1529) เช่น BA.1, BA.1.1 และ BA.2 ไม่มีการกลายพันธุ์บริเวณดังกล่าว กรดอะมิโนยังคงเป็น “L452” (ภาพ1 และ ภาพ 2 กรอบเขียว) ซึ่งสอดคล้องกับอาการทางคลินิกของโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิมที่อาการไม่รุนแรง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่เกิด syncytial pneumocytes ในเซลล์ปอดที่ติดเชื้อ
แต่ที่น่ากังวลคือทั้งไวรัส “BA.4” และ “BA.5” ที่ WHO ประกาศให้เฝ้าระวังเพราะกำลังมีการระบาดในประเทศแอฟริกาใต้กลับมีการกลายพันธุ์เป็น R452 (ภาพ1 และ ภาพ 2 กรอบฟ้า) ส่วนไวรัส BA.2.12.1 ที่ระบาดในสหรัฐฯ ก็มีการกลายพันธุ์เป็น “Q452” (ภาพ1 และ ภาพ 2 กรอบเหลือง) กลับไปเหมือนกับสายพันธุ์ “เดลตา” (ภาพ1 และ ภาพ 2 กรอบแดง) อันอาจก่อให้เกิดเซลล์ติดเชื้อหลายเซลล์เข้ามาหลอมรวมเป็นเซลล์เดียวกัน (syncytial pneumocytes)
ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่ โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4, BA.5, BA.2.12.1 อาจจะมีการติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงกว่าโอไมครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่ง WHO และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามอาการทางคลินิกจากการติดเชื้อ BA.4, BA.5 และ BA.2.12.1 จากประเทศแอฟริกาใต้และสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด คาดว่าจะทราบผลใน 2-4 สัปดาห์จากนี้
โดยข้อมูลอัปเดตล่าสุด ระบุว่า มีจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของสองประเทศเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นแล้ว แต่อัตราผู้เสียชีวิตยังคงเดิม ดังนั้น จึงควรฉีดวัคซีนหากยังไม่ได้ฉีดและฉีดเข็มกระตุ้นเมื่อครบกำหนด เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ หากมีการระบาดของโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4, BA.5 และ BA.2.12.1 เข้ามาในประเทศไทย เพราะภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม หรือจากวัคซีนเข็มสุดท้ายที่ฉีดนานกว่า 4 เดือนอาจไม่ช่วยปกป้องเรามากนักจากโอไมครอนสายพันธุ์ย่อยอุบัติใหม่
ศาสตราจารย์ อเล็กซ์ ซิกัล นักไวรัสวิทยา จากสถาบันวิจัยสุขภาพแอฟริกาในแอฟริกาใต้ ผู้พบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์เบตา และโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ระบุว่า รายงานจากผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่า การฉีดวัคซีนและเข็มกระตุ้นแล้วมีการติดเชื้อจะช่วยลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้ง ยังก่อให้เกิดเป็นภูมิคุ้มกันลูกผสม (hybrid immunity) ซึ่งมีภูมิคุ้มกันที่กว้างกว่า (broader) สามารถต่อสู้กับโอมิครอนสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งอุบัติขึ้นมาได้
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
– https://www.nature.com/articles/s41392-022-00941-z
– https://edition.cnn.com/2022/05/03/health/fitter-omicron-descendants-covid-variants/index.html
– https://www.nbcnews.com/health/health-news/omicron-subvariants-mean-reinfection-risk-rcna26973
– Omicron sub-lineages BA.4/BA.5 escape BA.1 infection elicited neutralizing immunity
– https://www.medrxiv.org/content/10.1101/2022.04.29.22274477v1
– https://www.forbes.com/sites/williamhaseltine/2022/01/26/birth-of-the-omicron-family-ba1-ba2-ba3-each-a