"โฆษกรัฐบาล"ย้ำศักยภาพของไทยมีเสน่ห์คงการเป็นจุดหมายการลงทุนของเอกชนญี่ปุ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า-แบตเตอรี่

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

2 พฤษภาคม 2565 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีเป้าหมายไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่จะส่งเสริมให้ไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าวให้ได้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่

 

ทั้งนี้ ซึ่งภายหลังจากที่ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รมว.พลังงาน ได้เดินทางเยือนกรุงโตเกียวและจ.คานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 – 23 เม.ย. 2565 ที่ผ่านมา และได้มีโอกาสหารือร่วมกับภาคเอกชนรายใหญ่ของญี่ปุ่นในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และยา ทั้งรายใหม่ และรายที่มีการลงทุนในประเทศไทยแล้ว เพื่อชักจูงให้เกิดการลงทุนหรือขยายการลงทุนในประเทศไทยในผลิตภัณฑ์ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงที่บริษัทญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจากการหารือพบว่าหลายบริษัทของภาคเอกชนญี่ปุ่นมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยมีเสน่ห์ต่อการเป็นจุดหมายการลงทุนของเอกชนญี่ปุ่น เช่น 

1.การหารือกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ซึ่งนายซาซากิ โนบุฮิโกะ ประธาน CEO องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ได้ขอบคุณประเทศไทยที่ให้การสนับสนุนนักลงทุนจากญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประเทศไทยในการเลือกเป็นที่ตั้งของห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นที่สามารถเชื่อมโยงทั้งภูมิภาคได้ 

 

2.การหารือกับสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren) โดย Keidanren ได้แจ้งว่ากลุ่มเศรษฐกิจและการค้าไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Trade and Economic Committee) ภายใต้ Keidanren ซึ่งมีสมาชิก 70 บริษัท มีแผนที่จะเยือนไทยในปีนี้ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี ได้ตอบรับว่าจะเตรียมการต้อนรับคณะอย่างดีที่สุด และพร้อมให้ข้อมูลของประเทศไทยอย่างเต็มที่

 

 

3. การหารือกับภาคเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จำนวน 5 บริษัท โดยรองนายกฯ ได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยมีนโยบายในการรักษาฐานการผลิตยานยนต์ที่เข้มแข็งและมีศักยภาพ มีการออกมาตรการส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร รวมทั้งระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนต่าง ๆ และสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งรัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่านโยบายการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าของไทยจะช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและการเติบโตให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นในประเทศไทยได้อย่างดีในอนาคต

 

ทั้งนี้ บริษัทได้ตอบรับและยินดีให้ความร่วมมือกับมาตรการดังกล่าว ส่วนใหญ่มีแผนการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลไทย และคาดว่าจะทยอยเข้าร่วมมาตรการ EV3 ได้ภายใน 1 – 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยให้ไทยยังคงเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค และช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น นอกจากนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับโอกาสในการสร้างความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ด้วย

 

4.การหารือกับภาคเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 4 บริษัท ทั้งรายใหม่และรายที่มีการลงทุนในไทยแล้ว โดยรองนายกฯ ได้กล่าวกับบริษัทว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลไทย ทั้งการขยายการลงทุนในส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่ไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว และการขยายไปสู่ต้นน้ำในอนาคต ซึ่งรัฐบาลไทยต้องการให้ผู้ประกอบการพิจารณาไทยเป็นฐานการผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและมีความสำคัญต่อ Supply Chain ในภาคอุตสาหกรรม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ (Front End) อิเล็กทรอนิกส์

 

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นมาก และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาวัสดุใหม่ เพื่อการผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทส่วนใหญ่เห็นพ้องกับทิศทางดังกล่าว และให้ความสำคัญกับการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน รวมทั้งยืนยันว่าจะขยายการลงทุนในไทยต่อไป และพร้อมจะศึกษาโอกาสการลงทุนในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำในระยะต่อไปด้วย บุคลากรทักษะสูงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกที่ตั้งลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำ นอกจากนี้ ยังได้ขอบคุณรัฐบาลไทยและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ได้ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาการผลิตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด ซึ่งได้ช่วยสร้างความมั่นใจในการยึดไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคในระยะยาว 

 

5. การหารือกับภาคเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมยา บริษัทญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ผลิตยาระดับโลก (Global Company) 1 บริษัท ซึ่งมีการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยด้วยการจำหน่ายยาชนิดต่าง ๆ เช่น ยาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ยามะเร็ง และยาเกี่ยวกับระบบประสาท เป็นต้น และทำการทดสอบทางคลินิกกับผู้ป่วยคนไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลต่าง ๆ แต่ยังไม่มีฐานการผลิตในประเทศไทย ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทยเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ (Healthcare, Wellness & Medical Hub) และขอให้บริษัทพิจารณาขยายธุรกิจจัดตั้งโรงงานผลิตยาในประเทศไทย

 

รวมทั้งการวิจัยทางคลินิกในไทยมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทได้มองเห็นศักยภาพของประเทศไทย รวมทั้งเชื่อมั่นในคุณภาพของบุคลากรการแพทย์ของไทย จะพิจารณาศึกษาโอกาสการขยายธุรกิจในระยะต่อไป นอกจากนี้ยังได้หารือถึงเรื่องการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการดูแลผู้สูงอายุให้มีอายุยืน มีสุขภาพแข็งแรง และสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย