นายเฉลิมพล โชตินุชิต รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า การอ่านจะช่วยให้เด็กมีจินตนาการ เกิดพัฒนาการทางสมอง เราจึงมีโครงการมหัศจรรย์ 2500 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่สมองเติบโตที่สุดก็จะพยายามสนับสนุนสิ่งที่จะมาเสริมพัฒนาการเด็กในช่วงนี้ ทั้งนี้ กทม.มีศูนย์สำหรับดูแลเด็กโดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาส รวมๆ เกือบ 700 แห่ง มีชุมชนร่วมดูแล มีการอบรมครูผู้ฝึกสอน มีการจัดสรรงบประมาณค่าวัสดุอุปกรณ์ หนังสือที่เหมาะสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน เครื่องเล่น หัวละ 100 บาทต่อคนต่อปี และกำลังแก้ระเบียบอุดหนุนงบฯ เพิ่มราวๆ 600 บาท
นอกจากนี้ยังร่วมกับกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติทำกล่องวิเศษที่มีเครื่องเล่น ชุดการอ่านอยู่ในนั้น มีการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง วัยใส ส่งเสริมให้มีความรู้ มีทักษะ เพราะแม่ถือเป็นหนังสือเล่มแรกสำหรับลูก และมีโครงการครูข้างถนนค้นหาเด็กเร่ร่อนเข้ามาดูแลแบบวันต่อวัน จัดทำคู่มือเดย์ บาย เดย์ให้เด็กก่อนวัยเรียนให้มีมาตรฐานเดียวกัน อย่างไรก็ตามขณะนี้อาจจะต้องรอนโยบายจากผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่เพราะเท่าที่ฟังจากนโยบายก็เห็นว่าได้ให้ความสำคัญกับเด็กเช่นเดียวกัน เพราะ กทม.ต้องดูแลคุณภาพชีวิตของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตาย
ส่วนนางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ และกรรมการแผนคณะที่ 8 สสส. แผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา (แผน10) กล่าวว่า สถานการณ์การอ่านหนังสือปัจจุบันไม่ได้น้อยลง แต่มีลักษะการอ่านเปลี่ยนไป จากการอ่านตัวอักษรในหนังสือ มาเป็นการอ่านในรูปแบบดิจิทัล แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ให้คุณค่าเหมือนกัน เป็นการนำเข้าสรรพสิ่ง ประสบการณ์ที่อยู่รอบตัวเรา ลงลึกถึงความรู้สึกของผู้อ่าน ก่อให้เกิดความตระหนักรู้ใหม่
อย่างไรก็ตามการอ่านอักษรในเครื่องมือดิจิทัลเป็นการอ่านเร็ว อ่านสั้นๆ และมีหลายสิ่งมาเร้าความสนใจ ดังนั้นที่เราต้องการคืออ่านให้ครบถ้วน แต่ก็ต้องเรียกร้องคนเขียน เขียนให้ครบถ้วนด้วย สิ่งสำคัญตนมองว่า วิถีการอ่านต้นตอมาจากระบบการศึกษาที่วางหลักสูตรความรู้มากเกินไป เด็กต้องเรียนหนักตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้รู้สึกว่าโลกการอ่านเป็นโลกที่เคร่งเครียด ทำให้เราไม่สามารถกระตุ้นให้เด็กอยากอ่านหนังสืออย่างแท้จริง มองการอ่านเป็นเรื่องที่ถูกบังคับ ต้องปรับตรงนี้ให้เด็กรู้สึกสนุกกับการอ่าน
นางอังคณา ขาวเผือก คณะทำงาน สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) และเครือข่ายสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน กทม. กล่าวว่า ในพื้นที่เด็กปฐมวัยมีปัญหาการอ่านค่อนข้างเยอะ ประกอบกับการระบาดของโควิด 19 เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนจึงทำให้ไม่ค่อยได้จับหนังสือ การอยู่กับโทรศัพท์อาจจะเป็นหนึ่งในการเรียนรู้ แต่ก็เป็นภัยเงียบที่กระทบการอ่านและพัฒนาการของเด็กได้
ดังนั้นจึงอยากเสนอให้ กทม.ให้ความสำคัญกับการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียน กทม.ควรส่งเสริมให้มีหนังสือสำหรับเด็กเข้าไปอยู่ในชุมชน เพื่อให้เด็กหรือพ่อแม่ สามารถหยิบยืมหนังสือนั้นเพื่อนำไปพัฒนาลูกได้ รวมถึงส่งเสริมให้แต่ละบ้านมีหนังสือ 3 เล่ม
และอีกสิ่งสำคัญคือครูในศูนย์เด็กเล็กปัจจุบันมีการจ้างแบบลูกจ้างรายวัน ทำให้เวลาเจอโครงการดีๆ อยากเข้าร่วมเพื่อพัฒนาทักษะก็ต้องลางานขาดรายได้ ดังนั้นหากสามารถเพิ่มสวัสดิการครูตรงนี้ก็จะได้มีเวลาทุ่มสรรพกำลังในการดูแลเด็กด้วย
ทั้งนี้ ขณะนี้ทางเครือข่ายชุมชนพัฒนาเด็กด้วยการอ่านเปิดรับข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อรวบรวมเสนอต่อว่าที่ผู้ว่ากทม.ผู้สนใจสามารถส่งข้อมูลได้ที่เพจ “อ่านยกกำลังสุข”.