นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า
ส่วน XE ที่ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดีพบในประเทศไทย เป็นลูกผสมระหว่างโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1และBA.2 และลูกผสมระหว่างโอมิครอน 2สายพันธุ์ย่อยนี้มีอีกหลาย X ที่กำหนดให้ต่างกันเนื่องจากมีรหัสพันธุกรรมที่ต่างกันและเจอในประเทศที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ จากการถอดรหัสพันธุกรรม ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า มีโอกาสเข้าได้ใกล้เคียงกับ โอมิครอนลูกผสม XJ เจอที่ฟินแลนด์ที่แรก โดยเป็นชายไทย อายุ 34 ปี อาชีพพนักงานบริษัทขนส่ง ตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 22 ก.พ .2565 ที่ รพ.ในกทม. ฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม 2 เข็ม อาการหายดีแล้ว โดย โอมิครอน XJ เป็นลูกผสมระหว่างโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1กับ BA.2ด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้ง XE และ XJ ยังไม่ได้ถูกยอมรับจาก GISAID ซึ่งวันที่ถูกยอมรับอาจจะเป็นXอื่นก็ได้ ต้องรอกระบวนการวิเคราะห์
“กรณีการพบในชายไทยสายพันธุ์ลูกผสมใกล้เคียง XJ แต่ในเรื่องความรุนแรง การแพร่เร็ว ยังไม่มีข้อมูล เพราะในระยะเบื้องต้นจะพบการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมก่อน ว่าพบเปลี่ยนตรงตำแหน่งไหน โดยในชายไทยที่เป็นคนส่งของอาการหายดีแล้ว ซึ่งอาการแทบแยกไม่ออกเลย เพราะไม่ว่าเดลตา โอมิครอนแทบแยกไม่ได้ ส่วนใหญ่เป็นอาการทางเดินหายใจใกล้เคียงกัน เพียงแต่เมื่อจำนวนรวมกันเยอะๆ อาจมีไข้น้อยกว่านิดหน่อย หรือเจ็บคอมากกว่านิดหน่อย แต่คงไม่สามารถนำมาใช้แยกอาการกับสายพันธุ์ได้ นอกจากนี้ ยังมีอีก 1 ราย ข้อมูลยังไม่พอ เพราะตัวอย่างเพิ่งส่งมาวันที่ 3 เม.ย. แต่จากข้อมูลเบื้องต้นโอกาสที่จะเป็นรีคอมบิแนนท์ (recombinant) พบ 60% จึงยังสรุปไม่ได้” นพ.ศุภกิจ กล่าว
นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า
จากการเฝ้าระวังสายพันธุ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการสุ่มตรวจราว 2 พันราย พบเดลตา 3 ราย ในเขตสุขภาพที่ 8 ที่เหลือเป็นโอมิครอน คิดเป็น 99.8 % ในภาพรวมขณะนี้โอมิครอนครองไทยแทบจะไม่มีสายพันธุ์อื่นหลงเหลือในประเทศไทยแล้ว โดยเป็นโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 คิดเป็น 92.2% และBA.1 คิดเป็น 7.8 % ซึ่งจะทำให้ติดเชื้อง่ายและไวขึ้น ขณะที่ในอังกฤษก็มีBA.2ระบาดหนักอยู่ปัจจุบัน พบเรื่องการแพร่เร็วชัดเจน แต่ในส่วนที่จะหลบภูมิคุ้มกัน และความรุนแรง ยังมีข้อมูลไม่มากพอที่จะบอกว่ามีปัยหาเรื่องความรุนรรีงมากขึ้น อาจจะหลบภูมิไดมากขึ้นเล้กน้อย
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าคนที่ติดโอมิครอนมีโอกาสติดซ้ำในต่างสายพันธุ์ย่อยได้ เช่น ติดBA.1แล้วมีโอกาสติด BA.2 อีก นพ.ศุภกิจ ได้ตอบกล่าวว่า มีโอกาสได้ เพราะวันนี้ ต้องยอมรับว่า โอมิครอน BA.2 สามารถหลบภูมิคุ้มกันไม่ว่าโดยธรรมชาติ หรือวัคซีนในจำนวนหนึ่ง ดังนั้น คนติดเดลตาก็ติดโอมิครอนได้ หรือติดโอมิครอน BA.1 ก็อาจติด BA.2 ได้ แต่ไม่ใช่ทุกราย
ฉะนั้น ภูมิคุ้มกันฉีด 2 เข็มจึงไม่พอ จำเป็นต้องบูสเตอร์เข็ม 3 หรือคนฉีดเข็ม 3 นานมากแล้วก็แนะนำมาฉีดเข็ม 4 แต่อย่างที่บอกว่า ภูมิคุ้มกันในเลือดอย่างเดียวก็มีองค์ประกอบเยอะ อย่างฉีดวัคซีนเชื้อตายในอดีต ก็อาจทำให้เซลล์ต่างๆมาช่วยกำจัดเชื้อโรคได้ในกรณีเจอเชื้อใหม่เข้ามา
เมื่อถามย้ำว่า คนติดโควิด-19 มาแล้ว ไม่ว่าสายพันธุ์ใดก็ตาม ก็ยังต้องฉีดวัคซีนตามกำหนดหรือไม่
นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า หากติดโอมิครอนวันนี้ ซึ่งพบว่าหากติด BA.2 ภูมิคุ้มกันต่อ BA.2 มีมากแน่ และจะไม่เป็นซ้ำในเวลาสั้นๆ แต่หากติด BA.1 ภูมิคุ้มกันต่อ BA.2 ก็อาจไม่มากพอ ซึ่งกรณีเหล่านี้ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังทำการตรวจสอบวิเคราะห์อยู่ หากแล้วเสร็จจะมีการเผยแพร่ต่อไป
“ภาพรวมโอมิครอน ติดง่ายมาก เพียงแต่ความรุนแรงลดลง ดังนั้น จึงขอให้ระมัดระวัง อย่าไปเชื่อว่า ปล่อยให้ติดไปให้หมด แบบนี้ไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยให้ติดเชื้อเยอะๆ โอกาสกลายพันธุ์มีสูง และเราก็ไม่รู้ว่าหากกลายพันธุ์แล้วรุนแรงก็จะมีปัญหา แต่โดยธรรมชาติวันนี้ ความรุนแรงลดลง เพียงแต่ยังแพร่เร็ว และจากการติดเชื้อขณะนี้ค่อนข้างเร็ว จึงต้องขอให้พึงสังวรว่า เมื่อเชื้อแพร่เร็ว โอกาสติดเชื้อก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้น อะไรเลี่ยงได้ ป้องกันได้ขอให้ทำ หลายท่านอยากถอดหน้ากากอนามัย ขออย่าเพิ่งทำ อย่าไปรับประทานอาหารร่วมกันมากๆ” นพ.ศุภกิจกล่าว