ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้ามาซื้อสินค้าได้มีการปรับตัวด้วยการลดปริมาณการซื้อปุ๋ย จากเดิมเคยซื้อ10 กระสอบ จะซื้อเพียง 1 กระสอบ และนำไปผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ตอนนี้ที่ร้านจะไม่สั่งสินค้ามาเก็บไว้เป็นจำนวนมากเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่จะสั่งมาเก็บไว้พอที่ได้จำหน่ายเท่านั้น
นายภากร มาทาเม เกษตรกรผู้ปลูกลำไยจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากเดิมที่เคยซื้อปุ๋ยในราคา 1,100 บาท ขณะนี้ปรับเพิ่งขึ้นเป็น 1,470 บาท นอกจากนี้สารที่ต้องใช้ใส่ต้นลำไยเพื่อเร่งให้มีผลผลิตก็มีการปรับตัวสูงขึ้นด้วย จากเดิมที่จำหน่ายในราคา1,100 บาท ปรับเพิ่มเป็น 1,800 บาท ทำให้ต้นทุนการผลิตลำไยสูงขึ้นประมาณร้อยละ 30 ขณะที่ราคาลำไยไม่ได้มีการปรับเพิ่งขึ้นได้ตามต้นทุนการผลิต จากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนที่ปลูกลำไยด้วยกันต่างบอกว่าต้องประสบกับปัญหาการขาดทุนอย่างแน่นอน
ด้านนางผ่องพันธ์ สุปินะ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ราคาปุ๋ยปุ๋ยยูเรียได้ปรับราคาสูงขึ้นจากราคากระสอบละ700 บาท ขึ้นเป็น 1,400 บาท ส่งผลให้เกษตรกรบางรายต้องงดปลูกข้าวโพดชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถสู้กับราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นได้ และเกรงว่าจะต้องประสบกับปัญหาขาดทุน เนื่องจากต้องมีการใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยในการเก็บเกี่ยวซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายเช่นกัน ขณะที่ราคารับซื้ออยู่ที่ กิโลกรัมละ 4 บาท ซึ่งหากราคาปุ๋ยยังสูงขึ้นเช่นนี้ เกรงว่าจะกระทบต่อการปลูกลำไยในอนาคตที่จะเริ่มผลิตในช่วงปลายปี
ขณะที่นายกิตติศักดิ์ จันทร์ไพศรี เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ช่วงนี้ชาวนา บางรายได้งดปลูกข้าวนาปรังไปก่อน เนื่องจากราคาปุ๋ยที่มีการปรับราคาสูงขึ้น จากเดิมที่เคยซื้อในราคา กระสอบละ510 บาท ปรับเพิ่มเป็น 1,440 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมาก หากปลูกในช่วงนี้เกรงว่าจะไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต โดยปกติจะมีต้นทุนในการผลิตประมาณไร่ละ4,000 บาท เมื่อราคาปุ๋ยสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ6,000 บาท ทั้งนี้ยังไม่รวมกับค่ารถเกี่ยวข้าวและค่าจ้างรถขนข้าวไปจำหน่าย ซึ่งราคาข้างเปลือกเหนียวปัจจุบันจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ6 บาทเท่านั้น และมีแนวโน้มที่จะปรับลงจึงไม่คุ้มกับการลงทุนในช่วงนี้
ข่าว/ภาพ : นิศานาถ กังวาลวงศ์ ศูนย์ข่าวเนชั่นภาคเหนือ