และยิ่งถ้าเป็นข้อมูลที่สามารถอธิบายกลไกในขั้นลึก เป็นขั้นเป็นตอน และมีการศึกษาถึงความเป็นเหตุเป็นผลนั้นได้จะเป็นข้อมูลที่หนักแน่นยิ่งขึ้น (mechanistic studies) โดยที่ไม่ได้ยึดโยงกับบทวิเคราะห์ทางสถิติหรือการพิเคราะห์อภิธานอย่างเดียวโดยไม่รู้ที่ไปที่มา
ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารู้ว่าโรคนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มีปัจจัยอะไรที่ผลักดันให้โรครุนแรงขึ้นและเมื่อมีกระบวนการรักษาหรือมียาชนิดใดก็ตาม และมีคุณสมบัติในการขัดขวางโรคนั้นๆ จะทำให้มีความมั่นใจและสามารถอธิบายกับตัวเองและกับคนไข้ที่อยู่ตรงหน้าได้ว่า ทำไมถึงตัดสินใจเลือกการรักษานั้นๆ และเป็นการรักษา หรือเพียงบรรเทา โดยไม่ใช่อ้างแต่ข้อแนะนำในการรักษาตามตำราเหมือนกับมี “หลังพิงฝา”
ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ต้องสนใจเพราะทำตามตำราแล้ว ทั้งๆที่อาจจะขัดกับสภาพที่เห็น ว่าไม่ควรทำเช่นนั้นในสถานการณ์ที่เป็น หรือทั้งๆที่รู้อยู่ว่าไม่ควรทำแต่ตำราว่าไว้เช่นนั้นก็สบายใจ
สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นมากที่ต้องคำนึงคิดวิเคราะห์ตลอดเวลาว่า สิ่งที่ทำอยู่ปัจจุบันดีที่สุดแล้วหรือไม่ เพราะถ้าดีผลที่ออกมาควรจะต้องดีตลอดไม่ใช่หรือ?
ประเด็นถัดมาคือเรื่องการลำดับความสำคัญ (prioritize) สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันมีมากมายมหาศาล เช่น ในการวางแผนดูคนไข้การที่จะสั่งตรวจไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือด การตรวจคอมพิวเตอร์เอกซเรย์หรือการตรวจหารายละเอียดขั้นสูง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตอบให้ได้ว่า สิ่งที่กำลังจะทำนั้นช่วยอะไรกับคนป่วย หรือถ้าทำไปแล้วจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบของการรักษาหรือไม่ (therapeutic benefit) หรือทำไปเพราะความอยากรู้แต่คนไข้ต้องจ่ายเงินหรือเป็นภาระของงบประมาณประเทศ
และประการสำคัญก็คือ อะไรที่ควรต้องทำก่อนเพื่อช่วยชีวิตคนป่วยที่เห็นตรงหน้า หรือเปรียบเสมือนว่า ถ้ามีคนป่วยรออยู่หรือนอนอยู่ 20 คน การจัดลำดับความสำคัญ คือความรีบด่วนที่ต้องได้รับการรักษา อาจไม่ใช่ว่าใครมาเป็นคนแรกหรือคนที่สอง แต่ต้องดูสิ่งที่เราชอบพูดกันว่า ดู “โหงวเฮ้ง” อาการขณะนั้นอยู่ในสภาวะรีบด่วนต้องได้รับการปฏิบัติโดยด่วน และแม้แต่คนไข้เป็นโรคเดียวกันแต่ความรีบด่วนในแต่ละรายจะไม่เหมือนกัน เป็นต้น
และอาจจะต่อด้วยอีกประการคือการนำไปใช้ได้อย่างทันท่วงที (utilize) หลังจากที่รู้ว่าอะไรต้องทำอย่างรวดเร็ว รู้ว่าขาดแคลนอะไร โดยไม่มีทางหาอะไรมาทดแทนได้ในปัจจุบันทันด่วนในเวลานั้น เป็นเวลาที่ต้องหยิบจับฉวยสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถนำมาให้ได้ แม้จะยังไม่ปรากฏเป็นตำราก็ตาม แต่ใช้หลักฐานควบรวมเชิงประจักษ์ในทุกด้านดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
ในสถานการณ์ล่มสลายของโควิด ไม่ใช่เป็นเวลาที่ต้องประดิดประดอย ฟังข้อมูลวารสารที่ไหลออกมาเป็น 10,000 ชิ้นที่คล้อยตามหรือขัดแย้งกันระเบิดเถิดเทิง หรือจะรอให้มีการสรุปจากองค์กรระดับนานาชาติหรือระดับโลก ซึ่งก็มีการกลับลำ 180 องศาอยู่บ่อยเอาง่ายๆ ตั้งแต่ใส่หน้ากากไม่มีประโยชน์ เป็นต้น
ประเทศไทยเราเองมีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องทรัพยากร สมุนไพร พืช ผัก ผลไม้ ธัญญาหารพร้อมมูล แม้กระทั่งมีความรู้จารึกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านการวิเคราะห์ทำซ้ำ ลองผิดลองถูกจนกระทั่งสามารถจารึกเป็นข้อแนะนำหรือแทบจะกลายเป็นคัมภีร์ สิ่งเหล่านี้คือ การวิจัยซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายได้ระดับโมเลกุลหรือกลไกทางวิทยาศาสตร์อย่างในปัจจุบัน แต่ผลที่ได้เป็นที่ประจักษ์และใช้กันมาเป็น 10 เป็น 100 ปี
คงพอจะนึกออกว่ามีการต่อต้านหรือสนับสนุน เช่น การใช้ฟ้าทะลายโจร กระชายขาว กัญชา กันชง จนแทบจะฆ่ากันตาย จะให้มีการวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติก่อน ค่อยนำมาใช้ แม้ว่าจะรู้สรรพคุณหลายอย่างและสามารถตอบได้ว่าจะใช้ขนาดปริมาณเท่าใด นานเท่าใดและสามารถจะใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันชนิดใดได้หรือไม่
ทั้งนี้ดูต่างจากประเทศจีนหรือแม้แต่ญี่ปุ่นก็ตาม ที่มีการขวนขวายหาตัวยาสมุนไพรที่ชาวบ้านหรือในชุมชนมีการใช้และทำให้สุขภาพดี อายุยืนไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บและนำมาควบรวมกับแผนปัจจุบัน หรือนำมาต่อยอดอธิบายสารออกฤทธิ์ในนั้นว่าเป็นสารเดี่ยวหรือสารผสมแบบใด เป็นต้น หรืออย่างเช่น กัญชา เราก็ทราบกันแล้วว่าตัวสำคัญนั้น ไม่ใช่แต่ตัวที่ทำให้เกิดเมาอย่างเดียว แต่ยังต้องควบรวมกับสารฟลาโวนอยด์ และสารอื่นๆด้วยจึงจะเปล่งประสิทธิภาพได้เต็มที่
เขียนมายืดยาวจนกระทั่งถึงบรรทัดนี้ คำว่า นิวฟิวเจอร์ คือ การปรับกระบวนการคิด การเรียนรู้วิเคราะห์ และการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ใช้งบประมาณน้อย ได้ผลมากที่สุด (minimize budget maximize benefit) โดยใช้สิ่งที่ธรรมชาติให้มาในสมองให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ไม่เช่นนั้นจะใช้ประโยชน์ได้จำกัดมาก อยู่ที่ก้านสมองหรือไขสันหลังแต่เพียงอย่างเดียวและไร้ค่าที่จะแก้ไขวิกฤติอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้น ทั้งในขณะนี้และที่จะเกิดตามมาในอนาคต