ที่ประชุม กพช. พิจารณาเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าของโครงการหลวงพระบาง 2.8432 บาท/หน่วย กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) เดือนมกราคม 2573 และโครงการปากแบง 2.9179 บาท/หน่วย กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) เดือนมกราคม 2576 โดยอัตราค่าไฟฟ้าค่าไฟฟ้าดังกล่าวจะคงที่ตลอดอายุสัญญาและได้มอบหมายให้ กฟผ. ลงนามในร่าง Tariff MOU โครงการหลวงพระบาง และโครงการปากแบง ที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) แล้ว และให้ กฟผ. สามารถปรับปรุงเงื่อนไขในร่าง Tariff MOU ของโครงการหลวงพระบาง และโครงการปากแบง ในขั้นตอนการจัดทำร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม แต่ทั้งนี้จะต้องไม่กระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้า
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบอัตราค่า Wheeling Charge ของไทยและหลักการร่างสัญญา Energy Wheeling Agreement (EWA) โครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวไปประเทศสิงคโปร์ ผ่านระบบส่งของประเทศไทยและมาเลเซีย (LTMS - PIP) ในอัตราเท่ากับ 3.1584 US Cents/หน่วย ระยะเวลาโครงการ 2 ปี โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ กฟผ. ลงนามในร่างสัญญา EWA โครงการ LTMS - PIP ที่ผ่านการพิจารณาจาก อส. แล้ว
ทั้งนี้ หาก อส. และ กพช. มีความเห็นให้แก้ไขร่างสัญญา EWA โครงการ LTMS - PIP ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญของสัญญาเห็นควรให้ กฟผ. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องได้
นายกุลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม กพช. มีมติเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ดังนี้
- โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชนประเภท บ้านอยู่อาศัย (โซลาร์ภาคประชาชน) ให้มีการรับซื้อต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป โดยกำหนดเป้าหมาย การรับซื้อปีละ 10 เมกะวัตต์ (MWp) ราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2.20 บาทต่อหน่วย และระยะเวลารับซื้อ 10 ปี ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องปรับปรุงเป้าหมายการรับซื้อ มอบให้ กบง. พิจารณากำหนด เป้าหมายดังกล่าวได้
- โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับกลุ่มโรงเรียน สถานศึกษา โรงพยาบาล และสูบน้ำเพื่อการเกษตร ปี 2565 กำหนดเป้าหมายการรับซื้อ 10 เมกะวัตต์ (MWp) ราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 1.00 บาทต่อหน่วย และระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
สำหรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกยังมีความผันผวนและมีราคาสูง ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ประกอบกับสภาพทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ตลอดจนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ประชาชนได้รับความเดือนร้อนในการดำรงชีพ และสอดคล้องกับการดำเนินการขยายกรอบวงเงินกู้ยืมเงิน 20,000 ล้านบาท ตามมาตรา 26 วรรคสอง และปรับกลยุทธ์การถอนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Exit Strategy) ให้มีความยืดหยุ่นขึ้น
ที่ประชุม กพช. ยังมีมติเห็นชอบทบทวนแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2563 – 2567 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เพื่อรองรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อการดำรงชีพ เนื่องจากความผันผวนด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
ส่วนการปรับเพดานเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ที่ประชุม กพช. เห็นชอบให้ปรับเพดานการกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเดิม 30,000 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 40,000 ล้านบาท เพื่อไม่ส่งผลต่อหนี้สาธารณะ และ กระทบกรอบวินัยการเงินการคลัง รวมถึงความสามารถในการกู้เงินระยะยาว ซึ่งขณะนี้ดำเนินการขอกู้ไปแล้ว 20,000 ล้านบาทโดยจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ามีการเตรียมแผนรองรับเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่ที่ไม่ได้ประกาศออกมาเพราะกลัวว่าจะมีการกักตุน ณ ตอนนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ที่ประมาณ 122 ดอลลาร์/บาร์เรล เเต่ได้เตรียมการไว้จนถึงเกิน 150 ดอลลาร์/บาร์เรล และต้องเตรียมการสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากเบนซินด้วย
ขณะที่มาตรการรับมือวิกฤติพลังงานต่างๆ นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะแถลงรายละเอียดมาตรการดูแลราคาพลังงาน การตรึงราคาน้ำมันและราคา LPG มาตรการช่วยเหลือประชาชน และมาตรการประหยัดพลังงาน ในวันศุกร์ที่ 11 มีนาคมนี้ ที่กระทรวงพลังงาน
นายกุลิศ ยังบอกด้วยว่า มาตรการดูแลค่าไฟฟ้าประชาชน กพช. เห็นชอบให้มีการปรับสูตรการคำนวนค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยรวมเอาราคาพลังงานหลายชนิดเข้ามาคำนวณ เพื่อให้การคิดค่าไฟในครั้งต่อไปไม่ปรับเพิ่มขึ้น จนกระทบกับประชาชนมากเกินไป