สรส.ต่อต้านแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การทุจริตคอร์รัปชั่น
นายสาวิทย์ เปิดเผยว่า สรส. มีเป้าหมายที่สำคัญที่ กำหนดไว้ในธรรมนูญ และนโยบาย คือ ต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการทุจริตคอร์รัปชั่น จากกรณีดังกล่าว จึงมีความเห็นและมีข้อเสนอต่อรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนี้
1. เห็นว่าการประมูลคัดเลือกโครงการบริหารท่อส่งน้ำสายหลักภาคตะวันออก ที่พิพาทอยู่ในศาลปกครอง ขณะนี้นั้น หากย้อนกลับไปในอดีต เมื่อปี พ.ศ.2534 ภารกิจการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกตามนโยบายของรัฐบาล ที่มอบให้การประปาส่วนภูมิภาค ตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมา และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และได้พัฒนาระบบ และโครงข่ายเชื่อมต่ออย่างเป็นมาตรฐานจนถึงปัจจุบัน และ กปภ. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ เป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งที่สุดแล้วความมั่นคง ผลประโยชน์ต่างๆ ย่อมตกแก่รัฐ จึงเห็นว่าภารกิจ ควรจะต้องเป็นสิทธิของรัฐโดยการประปาส่วนภูมิภาคให้ดำเนินการตามภารกิจต่อไป
2. กรมธนารักษ์ ได้สั่งการการยกเลิกการประมูลครั้งแรกไปโดยอ้างว่า TOR ไม่ถูกต้องนั้น ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการร่างจนประกาศออกไป ถือว่าผู้ประมูลทั้งหลายต้องมีกระบวนการกลั่นกรองจากหน่วยงานต่งๆ จากกรมธนารักษ์ จากสำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น หากกรมธนารักษ์ทำถูกต้องครบกำหนด หรือเขียน TOR ใหม่ก่อนประมูล แต่กรณีดังกล่าวกรมธนารักษ์ ปล่อยให้มีการประมูล จนทราบผลว่าใครชนะการประมูลแล้วมีการยกเลิกแล้วเปิดประมูลใหม่ จนได้ผู้ประกอบการรายใหม่เป็นบริษัทเอกชน จนเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ชนะการประมูลครั้งแรก คือ บริษัท อีสท์ วอเตอร์ กับกรมธนารักษ์ และผู้ชนะการประมูลรายใหม่ที่รอประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ยังทำไม่ได้เนื่องจาก บริษัท อีสท์ วอเตอร์ ฟ้องศาลปกครองเพื่อคุ้มครองสิทธิ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าอาจจะเกิดความเสียหายต่อรัฐจากการฟ้องเรียกค่าเสียหายของบริษัทเอกชนต่อรัฐได้ หรือที่สังคมรับทราบกันว่า "ค่าโง่"
สรส.ทวงทรัพย์สินโครงการประปา ปทุมธานี-รังสิต
รวมถึงกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายให้การประปาส่วนภูมิภาค ดำเนินการร่วมลงทุนกับเอกชนเพื่อผลิตน้ำประปา ตามสัญญาโครงการ ปทุมธานี-รังสิต เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2539 และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของสัญญา 25 ปี จะต้องโอนทรัพย์สินนั้นให้เป็นของการประปาส่วนภูมิภาคทันที
ต่อมา บริษัท ประปาปทุมธานี จำกัด ได้มีหนังสือเสนอเงื่อนไขในการต่อสัญญาโครงการ ปทุมธานี-รังสิต ทางการประปาส่วนภูมิภาค จึงได้ดำเนินการคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความคุ้มค่าในการเสนอผลประโยชน์ในครั้งนี้ ผลสรุปได้ว่าให้การประปาส่วนภูมิภาค ดำเนินการเองคุ้มค่าที่สุด จนถึงปัจจุบันการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวก็ยังไม่เป็นอันยุติ จนเกิดข้อสงสัยในหลายประการถึงความไม่โปร่งใสในการดำเนินการ และการคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะสูงสุดกับประเทศชาติและประชาชน
ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาล นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำเนินการเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรมในเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน ต่อไป และ สรส. ยืนยันว่าภารกิจในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค สาธารณูปการต้องกำหนดให้เป็นภารกิจของรัฐสืบต่อไป