ในขณะที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น มีผู้เสียชีวิตภายในระยะเวลาอันสั้น 31 ราย และได้รับผลกระทบระยะยาวเช่นมะเร็งอยู่ระหว่างการสืบสวน มีการประมาณการว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากการระเบิดโดยตรงมากกว่า 600,000 คน แต่ผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งจากการสัมผัสกัมมันตรังสีอาจสูงถึง 4,000 คน และสารกัมตรังสีที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศและสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบกับผู้คนกว่า 1 ล้านคน
อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นหนึ่งในสองครั้งที่ได้รับการจัดความรุนแรงไว้ที่ระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ ซึ่งความรุนแรงนับว่ามากกว่าภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิในปี 2011 กว่าร้อยเท่า
เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมาแล้ว 36 ปี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลกลายเป็นสถานที่รกร้างและกลายเป็นอนุสรณ์เตือนใจ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการผจญภัยเดินทางไปเยี่ยมเยียนที่เกิดเหตุ ซึ่งก็นับว่ายังไม่ปลอดภัยในการที่จะต้องอาศัยอยู่โดยอาณาเขตกว้าง 2,600 ตารางกิโลเมตร ยังคงปนเปื้อนไปด้วยรังสี
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มีการประเมินว่าหากจะใช้เวลาในการลดกัมตรังสีในพื้นที่ “เชอร์โนบิล” ในมาตรฐานที่ทำให้ผู้คนสามารถอาศัยอยู่ได้จะต้องใช้ระยะเวลากว่า 20,000 ปี โดยปัจจุบันมีการสร้างผนังคอนกรีตขนาดยักษ์เพื่อครอบโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล เพื่อป้องกันกัมตรังสีรั่วไหล แต่หากโดมยักษ์ได้รับผลกระทบ ก็จะส่งผลให้รังสีปริมาณมหาศาลจะรั่วไหลออกมาซึ่งจะทำให้เกิดมหันตภัยใหญ่อีกครั้ง