"พรรคประชาชาติ"วอนสังคมเข้าใจเจตนารมณ์การยกร่างและขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เพื่อป้องกันคนนำไปสร้างความแตกแยกในสังคม 

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

21 กุมภาพันธ์ 2565 นายสุพจน์ อาวาส โฆษกพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า ต้องขอขอบุคณประชาชนทุกศาสนิกและพันธมิตรทางการเมือง ที่สนใจและให้ความสำคัญกับการยื่นขอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งอาจมีการใช้ถ้อยคำทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือ เคลือบแคลงสงสัยในเจตนารมณ์ จึงขอทำความเข้าใจและอธิบายเหตุผล และความจำเป็นในการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206/1 และ มาตรา 206/2

 

โดยการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา กรณีการลบหลู่ หรือเหยียดหยามในประการจะทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทศาสนา ตามที่ทราบกันโดยทั่วกัน และมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง หรือมีเหตุผล ตลอดจน ความจำเป็นในการเสนอกฎหมายฉบับนี้ รวม 3 ข้อ ดังนี้

 

 

 

ข้อ 1.บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกลียดชังในสังคม และ หมวด 6 แนวนโยบาบแห่งรัฐ มาตรา 67 กำหนด "ให้รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนา ที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกใน พ.ศ.2560 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยมาตรา 31

 

กำหนดว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และหมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 (6) กำหนด "ให้บุคคลมีหน้าที่เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยก หรือการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ไม่ว่าในรูปแบบใดและพึงส่งเสริมให้พุทธศาส
นิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย"
 

ข้อ 2.มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นข้อมูลเท็จที่มีลักษณะลบหลู่ เหยียดหยามคำสอน และศาสดาของศาสนา ที่เป็นที่เคารพนับถือของหมู่ชนในประเทศกันอย่างกว้างขวาง อันอาจให้เกิดอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของรัฐ และความสงบสุขของประชาชนโดยส่วนรวม 

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีบุคคลและกลุ่มบุคคลบางกลุ่มใช้เสรีภาพในการนับถือศาสนาของตนเองก่อให้เกิดความแตกแยก ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ มีลักษณะ ลบหลู่ และเหยียดหยามคำสอน และศาสดาของศาสนาที่มีหมู่ชนจำนวนมากเลื่อมใสศรัทธาเคารพนับถือ ซึ่งการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเกลียดชังกันหมู่ของประชาชนโดยส่วนรวม เป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของรัฐ และเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

 

นอกจากนี้ รวมทั้งเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ในการนับถือศาสนาและการประกอบพิธีกรรมตามหลักความเชื่อตามหลักการทางศาสนาของตน พฤติการณ์ของบุคคลและกลุ่มบุคคลดังกล่าว มีการเจตนาเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ใส่ความ บิดเบือนเกี่ยวกับเนื้อหาคำสอนของศาสดาของศาสนาบางศาสนา การเผยแพร่ข้อความอันเป็นความเท็จดังกล่าวทำให้ประชาชนผู้ได้รับข้อมูลข่าวสารนั้นหลงเชื่อ ทำให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาในศาสนาที่ถูกใส่ความ บิดเบือน ลบหลู่ หรือ เหยียดหยามได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

 

อย่างไรก็ตาม เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ของประชาชนภายในประเทศ เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นกฏหมายที่มีบทบัญญัติเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก ยังไม่มีบทกำหนดโทษผู้กระทำการลบหลู่ ดูหมิ่น เหยียดหยามศาสนาไว้เป็นการเฉพาะ ต่างกับที่กฏหมายอาญาได้กำหนดโทษผู้กระทำความผิดฐาน ดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาไว้ในมาตรา 326 และมาตรา 328 เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่บุคคลอื่นจะละเมิดมิได้ไว้อย่างชัดเจน

 

ข้อ 3.เนื้อหาสาระสำคัญของร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญาฉบับนี้ มีดังต่อไปนี้

 

ร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญาฉบับนี้ เป็นการเพิ่มเติมมาตรา 206 เป็นมาตรา 206/1 และมาตรา 206/2 สำหรับมาตรา 206 เป็นมาตราอยู่ในลักษณะ 4 ความผิดเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งมีบทบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือรับตั้งแต่ 2,000 - 14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

 

ซึ่งในมาตรา 206 นี้ กฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะมีการกระทำละเมิดต่อวัตถุหรือสถานที่ อันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนเท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงการลบหลู่ เหยียดหยามศาสดา และคำสอนของศาสนา ที่เป็นที่เคารพของหมู่ชนใดด้วย จึงยังเป็นช่องว่างของกฎหมาย ทำให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ด้วยการลบหลู่ ดูหมิ่น เหยียดหยาม ศาสนาของหมู่ชนที่นับถือศาสนาของตน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง และเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ 

 

และมาตราที่เพิ่มเติม คือ มาตรา 206/1 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ ที่เป็นการลบหลู่หรือเหยียดหยามหรือในประการที่น่าจะทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทศาสนา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ 

 

อนึ่ง รายละเอียดในมาตรานี้ มีสาระสำคัญตรงกันกับ มาตรา 326 การหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา รวมทั้งบทกำหนดโทษที่มีอัตราโทษเท่าเทียมกันกับมาตรา 326

 

ส่วนมาตรา 206/2 บัญญัติว่า ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทศาสนา ได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษร ที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียงหรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพหรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียงหรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท และรายละเอียดในมาตรานี้ มีสาระสำคัญตรงกันกับ มาตรา 328 คือ การหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาทางสื่อต่างๆ เช่นเดียวกับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาด้วยการโฆษณาทางสื่อต่างๆ รวมทั้งบทกำหนดโทษที่มีอัตราโทษเท่าเทียมกันกับมาตรา 328 " 

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหาร รวมถึงคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชาติ ตระหนักถึงความรู้สึกและความเข้าใจของประชาชนทุกศาสนิก ตลอดจน ภาคีและพันธมิตรทางการเมือง ที่ร่วมกันต่อสู้เชิงประเด็นต่างๆ มาโดยตลอด พร้อมทั้ง ขออภัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ อีกทั้ง ขอยืนยันว่า การต่างๆ ทั้งหมดเป็นการปกป้องและป้องกันสิ่งที่ไม่บังควรที่เกิดขึ้น หรือ อันอาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างของ "สังคมพหุวัฒนธรรม"