เมื่อสอบถามถึง “ผลกระทบทางลบที่คาดว่าจะมาจากรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน” พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ได้ ระบุถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนี้ เกิดการระบาดของโรคติดต่อง่ายขึ้น เศรษฐกิจเติบโตกระจุกเฉพาะพื้นที่ การเข้ามาของทุนจีน ค่าครองชีพในบางจังหวัดเพิ่มสูงขึ้น คู่แข่งทางธุรกิจและการค้าจะเพิ่มขึ้น มีอาชญากรรมและมิจฉาชีพข้ามชาติมากขึ้น เกิดการแย่งอาชีพและการค้าขายจากชาวต่างชาติ อาจสูญเสียการเป็นศูนย์กลางขนส่งของภูมิภาค เงินไหลออกจากการออกไปเที่ยวของคนไทย เงินไหลออกจากการออกไปเที่ยวของคนไทย ความวุ่นวายจากนักท่องเที่ยวและคนต่างถิ่นที่มากขึ้น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลดลง และสินค้าเกษตรไทยถูกคุกคามจากสินค้าเกษตรของจีน
เมื่อสอบถามว่า “เศรษฐกิจภาคอีสานโดยรวมจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์มากน้อยเพียงใดจากรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน” พบว่า ร้อยละ 55.0 ระบุว่าเศรษฐกิจภาคอีสานโดยรวมจะได้ประโยชน์ โดยแบ่งเป็น ได้ประโยชน์มาก ร้อยละ 20.6 และได้ประโยชน์เล็กน้อย ร้อยละ 34.4 ขณะที่มีเพียงร้อยละ 19.0 ที่ตอบว่า เศรษฐกิจภาคอีสานโดยรวมจะเสียประโยชน์ โดยแบ่งเป็น เสียประโยชน์เล็กน้อย ร้อยละ 13.9 และเสียประโยชน์มาก ร้อยละ 5.1 ทั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 26.0 ที่ระบุว่า ไม่ได้และไม่เสีย (ได้และเสียเท่าๆ กัน)
เมื่อสอบถามว่า “ด้วยงบประมาณที่จำกัดและประโยชน์สูงสุด ท่านอยากให้มีการสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นใดให้เสร็จก่อน” พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 46.3 เห็นว่าควรสร้าง เส้นกรุงเทพฯ – ขอนแก่น ให้เสร็จก่อน รองลงมา ร้อยละ 32.5 เห็นว่า เส้นเวียงจันทน์ – หนองคาย และเส้นกรุงเทพฯ – นครราชสีมา และร้อยละ 21.2 เห็นว่าเป็นเส้นเวียงจันทน์ – ขอนแก่น
สุดท้ายเมื่อสอบถามว่า “ประเทศไทยควรใช้เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงจากประเทศใดมากที่สุด” พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 41.4 เห็นว่าควรใช้เทคโนโลยีประเทศญี่ปุ่น รองลงมา ร้อยละ 18.0 เห็นว่า เทคโนโลยีของจีน ร้อยละ 14.5 เกาหลีใต้ ร้อยละ 13.6 เยอรมัน และร้อยละ 12.5 ฝรั่งเศส
โดย - สุมาลี สุวรรณกร