ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรอบพื้นที่การบุกรุกตรวจวัดหาค่าพิกัดโดยใช้เครื่องมือหาค่าพิกัดจากสัญญาณดาวเทียม GPS ในระบบ WGS จำนวน 16 จุด คำนวณเนื้อที่ได้ประมาณ 268 ไร่ 65 ตารางวา โดยมีพื้นที่บางส่วนอยู่นอกเอกสารสิทธิ์ น.ส. 3 ก อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี และบางส่วนอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งอยู่ในเขตป่าไม้พุทธศักราช 2484 จึงแจ้งกับ “เสี่ยโบ๊ท" ว่าจะต้องดำเนินการตรวจยึด เนื้อที่รวม 68 ไร่ 65 ตารางวา
สำหรับคดีนี้ ล่าสุดอยู่ในชั้นอัยการจังหวัดราชบุรี เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มาตรา 54 ฐานห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้างแผ้วทางหรือเผาป่าหรือกระทำด้วยการประการใดอันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นเว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ดินที่ได้จำแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรมและรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ผิดมาตรา 55 มาตรา 32 ทวิ ตามพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 34 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2559 มาตรา 26 / 1 มาตรา 26 / 4 และมาตรา 31 มาตรา 35
สำหรับ นาย"ธ" หรือ “เสี่ยโบ๊ท” รับสมอ้างเป็นผู้แทนบริษัท "เอ" ที่มีลูกสาวเสี่ย "ก" อดีตเจ้าพ่ออ่าง เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ การใส่ชื่อลูกสาวหรือตัวแทนเป็นผู้ถือหุ้น เพราะ เสี่ย "ก" อดีตเจ้าพ่ออ่าง ป้องกันการถูกยึดทรัพย์ กรณีเป็นหนี้ หรือถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินทางแพ่ง ซึ่งปัจจุบัน เสี่ย "ก" อดีตเจ้าพ่ออ่าง ถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินทั้งทางแพ่ง และอาญาตั้งแต่ปี 2563 เนื่องจากกระทำความผิดฐานค้าประเวณีและค้ามนุษย์
ดังนั้น การเข้าไปปรับพื้นที่เพื่อประกาศขาย จึงน่าจะเป็นความพยายามผ่องถ่ายทรัพย์สิน เพื่อให้พ้นจากการบังคับคดี อายัด หรือถูกยึดทรัพย์ในคดีฟอกเงิน