ส่วนไทม์ไลน์ นายสุชัชวีร์ เปิดตัวเมื่อปลายเดือนธ.ค. 2564 แต่มีคนไปร้อง กมธ.ป.ป.ช. ต้นเดือนม.ค. 2565 ก่อนมีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการเมืองภายใน สจล. หรือไม่ เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง นายสุพจน์ กล่าวว่า ไม่ทราบจริงๆ เพราะกระบวนการที่ฝ่ายบริหารทั้งในอดีตและปัจจุบันยึดถือคือความโปร่งใสเป็นหลัก ส่วนใครจะร้องเป็นเรื่องการเมือง ไม่ได้สนใจ
"ตอนที่ข่าวนี้เริ่มออกมาก็ไม่ได้สนใจ แต่พอมากขึ้นเรื่อยๆก็รู้สึกว่าถ้าไม่แถลง เกียรติภูมิของสถาบันที่ช่วยกันสร้างขึ้นมาก็จะเสียหาย จึงต้องแถลงแบบฉุกเฉิน และขอย้ำว่าตั้งแต่นายสุชัชวีร์ ลาออกไป ก็ไม่ได้มีการพูดคุยกับทางสถาบัน หรือแม้แต่ตอนที่ยังดำรงตำแหน่งอธิการบดี ก็ไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพราะผู้ดูแลสูงสุดของการจัดซื้อจัดจ้างคือตน วงเงินไม่เกิน 200 ล้าน แต่ถ้าต่ำกว่า 50 ล้าน ก็จะเป็นผู้บริหารอีกท่าน" นายสุพจน์ กล่าว
นายสุพจน์ ยังยอมรับว่า การออกมาแถลงข่าวจะถูกมองว่าแก้ต่างให้นายสุชัชวีร์ ซึ่งเรื่องนี้ก็คิดอยู่เช่นกัน แต่ทำงานตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน และในองค์กรก็มีกระบวนการตรวจสอบภายใน ขณะเดียวกันสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ตรวจสอบทุกปี ดังนั้น ระบบตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ประชาชนสามารถสบายใจได้ในการตรวจสอบย้อนหลัง ส่วน กรณี กมธ.ป.ป.ช.ตั้งประเด็น อัตราการเพิ่มเงินเดือน และเบี้ยประชุมนั้น ส่วนตัวไม่ทราบจริงๆ เพราะตนอยู่ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งประเด็นนี้ต้องสอบถามกับฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์
ด้านนายไพฑูรย์ ชี้แจงขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง ว่า เมื่อเปิดระบบแล้ว จะเข้าสู่การยื่นเสนอราคาผ่านระบบ พอครบกำหนดก็จะตรวจสอบเอกสาร และนัดคณะกรรมการเปิดซองมาพิจารณา เพื่อดูเอกสารต่างๆ ทั้งหนังสือบริคณห์สนธิ การถือหุ้นแต่ละบริษัท ว่ามีใครบ้าง มีความซ้ำซ้อนกับคนใน สจล. หรือไม่ ซึ่งเป็นตามกฎระเบียบของกรมบัญชีกลาง
ส่วนกรณีมีบริษัทยื่นเข้ามา เเละในรายชื่อผู้ถือหุ้นไม่มีชื่อของนายสุชัชวีร์หรือภรรยา แต่เป็นชื่อคนอื่น แล้วจะรู้ได้อย่างไร นายไพฑูรย์ บอกว่า เป็นสิทธิของบริษัท เพราะระบบเปิดโอกาสให้ทุกคนแข่งขันได้ โดยกฎหมายเขียนให้ตรวจสอบว่ามีความซ้ำซ้อนหรือไม่ หรือพูดง่ายๆว่า ระบบให้ตรวจสอบได้ประมาณหนึ่ง