องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าหมายให้ทั่วโลกลดจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต ให้ได้ 90% ภายในปี 2573 เป้าหมายนี้จะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้เครื่องมือและแนวทางใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพ
หนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ การให้วัคซีน RTS,S/AS01 หรือ RTS,S ซึ่งสามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรงจากปรสิตในมนุษย์ รวมถึงเชื้อมาลาเรียพลาสโมเดียมฟัลชิปารัม วัคซีนชนิดนี้เริ่มมีการแจกจ่ายในแถบประเทศแอฟริกาใต้แล้ว
การใช้มุ้งกันยุง ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค และใช้ต้นทุนต่ำ แต่ในช่วงโรคโควิด 19 ระบาด พบว่าการแจกจ่ายมุ้งไปยังประเทศที่มาลาเรียระบาดประสบปัญหาการขนส่งติดขัด สามารถแจกจ่ายได้ประมาณสามในสี่ของมุ้งที่เตรียมไว้
องค์การอนามัยโลกยังเสนอให้เพิ่มการลงทุนด้านสุขภาพเพื่อยกระดับระบบปฐมภูมิ และระบบสุขภาพในภาพรวม รวมทั้งสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งจะประกันการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรอง และการรักษาโรคมาลาเรียในทุกกลุ่มประชากร
คาดว่าต้องเพิ่มเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกมากถึงสามเท่าจึงจะเกิดผล โดยเพิ่มจาก 1.1 แสนล้านบาท/ปี ในปี 2563 เป็น 3.5 แสนล้านบาท/ปี ในปี 2573
สำหรับในส่วนประเทศไทย นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2545 มีการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อดูแลประชาชนกว่า 48 ล้านคนทั่วประเทศที่ยังไม่มีหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลเป็นอุปสรรค ในจำนวนนี้รวมถึงโรคมาเลเรีย
ทำให้ประชาชนที่เจ็บป่วยด้วยโรคมาลาเรียได้รับการดูแลตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษาพยาบาล และการให้ยารักษาโรค ที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลงได้
พร้อมกันนี้ ประเทศไทยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์การกำจัดโรคไข้มาลาเรียประเทศไทย พ.ศ.2560-2569 ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อ 26 เมษายน 2559 พร้อมกำหนดเป้าหมายร่วมกำจัดเชื้อมาลาเรียรุนแรงให้หมดไปภายในปี 2566 ทั้งนี้จากการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ฯ นี้ ในปี 2560 ทำให้อำเภอแพร่เชื้อมาลาเรียลดลงจาก 119 อำเภอ เหลือ 85 อำเภอในปี 2563 ขณะที่ผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย จำนวนลดลงจาก 150,000 รายในปี 2543 เหลือ 3,939 รายในปี 2563 ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
ด้วยปัจจัยข้างต้นนี้ ส่งผลสำเร็จต่อการขจัดโรคมาลาเรียของประเทศไทย
อ่านรายงาน World malaria report ฉบับเต็มคลิกที่นี่