ส่วนกระแสรอยร้าวภายในพรรคพลังประชารัฐ หลังการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่ภาคใต้นั้น นายชัยวุฒิ ชี้แจงว่า ไม่ถึงกับเป็นร้อยราว แต่ต้องมาประเมินความผิดพลาดกันว่า มีอะไรที่เป็นจุดอ่อน หรือสิ่งที่ทำแล้วไม่ดี เพื่อจะได้แก้ไข ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีการพูดคุยกัน สิ่งใดไม่ดีก็ตักเตือนแก้ไขกัน ไม่ได้เป็นความขัดแย้งอะไร
ขอแกนนำอย่าโทษกันไปมาเลยดีกว่า เพราะภาคใต้เป็นฐานเสียงที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว และผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นคนที่ประชาชนในพื้นที่คุ้นเคย เป็นนักการเมืองในพื้นที่ ดังนั้นการที่พรรคพลังประชารัฐแพ้ ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่พรรคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ตัวของผู้สมัครด้วย ไม่เหมือนกรุงเทพฯ ที่เราเป็นแชมป์เก่า เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม และก็มีฐานเสียงที่ดีกว่า ก็มีโอกาสที่จะชนะมากกว่า
นายชัยวุฒิ กล่าวต่อ การพ่ายแพ้ในพื้นที่ภาคใต้นั้นส่งผลมาถึงกรุงเทพฯด้วย แต่เป็นการส่งผลดี เพราะภาคใต้เป็นตัวอย่างได้ชัดเจนว่าคะแนนของพรรครัฐบาลมีคะแนนนิยมสูงขึ้น มีคนเลือกตั้งมากขึ้น แสดงว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมานั้น ประชาชนยอมรับ จนทำให้มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น และคิดว่าที่กรุงเทพฯก็จะเกิดขึ้นเหมือนกัน
“ไม่กังวลกับการเลือกตั้งในพื้นที่หลักสี่-จตุจักร ที่หลายพรรคระดมบุคคลสำคัญลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มองว่าเป็นเรื่องดี เป็นประชาธิปไตย ที่ทุกคนลงพื้นที่มาหาเสียง เสนอตัวและนโยบายให้ประชาชนเป็นตัวเลือก อย่างไรก็ตามพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล เป็นพรรคหลักที่ประชาชนรู้จักคุ้นเคยและมีความเชื่อมั่นอยู่แล้วจึงคิดว่ามีความได้เปรียบในการเลือกตั้งอยู่แล้ว”