สำหรับกาาเตรียมความพร้อมในการรองรับ HI หลังจากติดต่อสายด่วน 1330 จะได้รับการติดต่อกลับภายใน 6 ชั่วโมง แต่ต้องโทรก่อน 15.00 น. หากหลัง 15.00 น. อาจจะมีทีมบุคลากรน้อยและทำให้การติดต่อกลับช้าลงได้ หลังจากผู้ป่วยเข้าระบบ จะมีการจัดส่งสิ่งของ อุปกรณ์จำเป็นและเวชภัณฑ์ และ Telemonitor ทุกวัน
ส่วนการเตรียมความพร้อมการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในเด็ก โดยเฉพาะ 5-11 ปี ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน คือ ได้มีการเตรียมยาน้ำ Favipiravir ในระยะแรก จัดผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษาในการดูแลผู้ป่วยเด็กกับเครือข่าย HI & CI สำหรับการเตรียมเตียง ผู้ป่วยเด็กพื้นที่ กทม. ได้มีการเตรียม Community isolation โซนละ 1 แห่ง และจัดระบบส่งต่อโรงพยาบาลเมื่อมีอาการรุนแรง รวมถึงจัดเตรียมเตียงระดับ 3 ในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่มีอาการรุนแรงมาก เบื้องต้นใน กทม. 100 เตียง ส่วนการเตรียมเตียงสำหรับแรงงานต่างด้าวที่ติดเชื้อโควิด-19 จะทำในรูปแบบ Factory isolation กรณีติดเชื้อเป็นจำนวนมาก และ Community isolation อย่างน้อย 1 แห่ง และพร้อมขยายหากการติดเชื้อจำนวนมาก
ส่วนอันตราการครองเตียงโควิด-19 ในรอบ 10 วันย้อนหลัง พบว่าในข่วงเดือนมกราคม มีการใช้เตียงเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 11 เป็นร้อยละ 22 ขณะที่อัตราการครองเตียงผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดงลดลง ส่วนเตียงกลุ่มสีเขียวมีการใช้เพิ่มขึ้น
ส่วนการนำเข้า HI และ CI ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร คือ Home isolation มีผู้ติดเชื้อจำนวน 2,682 คน (รับใหม่ 788 คน Community isolation จำนวน 41 แห่ง จำนวนเตียง 5,158 เตียง มีผู้ติดเชื้อจำนวน 163 คน
(รับใหม่ 19 คน) มีเตียงว่าง 4,995 เตียง หรือร้อยละ95.8% และ โรงพยาบาลสนาม 8 แห่ง จำวน 1,660 เตียง มีผู้ติดเชื้อจำนวน 82 (รับใหม่ 19 คน) มีเตียงว่าง 1,578 เตียง หรือร้อยละ 95.1%
ทั้งนี้ ขอความร่วมมือสถานพยาบาลทุกแห่ง หากพบผู้ป่วยเด็ก ให้รับคนไข้ไว้ก่อน อย่าให้คนไข้มาขับรถตระเวนหาโรงพยาบาลเอง และให้ทางโรงพยาบาลประสานเครือข่าย ที่กรมการแพทย์ได้มีการจัดตั้งไวัแล้ว ส่วนกรณีเด็ก 4 เดือน และ 8 เดือน ที่ติดโควิด-19 ตอนนี้ได้เข้ารับการรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เบื้องต้นอาการสีเขียว
สำหรับการเพิ่มโรงพยาบาลสนามยังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากให้ทำการรักษาHIและ CI ก่อน ส่วนเด็กกังวลที่จะไม่มีเตียงรักษา ตอนนี้มีเด็กอาการหนักเพียง 7 ราย ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ติดเชื้อโควิด-19 ให้ผู้ปกครองพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการทุกราย ย้ำเด็กทุกรายไม่จำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งกรมการแพทย์ได้กุมารแพทย์จัดทำแนวทางการรักษา ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ ซี่งหากอาการไม่หนัก จะให้รักษาแบบ HI แต่หากอาการรุนแรงเช่น ไข้สูง // หายใจแรง ให้รีบนำกลับมาพบแพทย์ประเมินอาการก่อนเข้านำเข้าสู่ระบบการรักษา
ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ระบุ หากพบว่ามีผลตรวจคัดกรองด้วยตนเอง หรือ ATK เป็นบวก ขอให้ ประชาชนโทรลงทะเบียนผ่านสายด่วนสปสช. 1330 ทีซึ่งขณะนี้เปิดให้บริการกว่า 3 พันคู่สาย เพื่อให้ผู้ป่วยโทรมาลงทะเบียนในการเข้ารับการรักษาโดยจะมีการสอบถามประเมินอาการ หากผลการประเมินพบว่าไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงจะแนะนำให้เข้าสู่ระบบการรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ เพื่อให้บริการจับคู่ผู้ติดเชื้อในระบบ HI/CI ติดตามอาการ และประสานหาเตียงรักษาใน รพ. ในกรณีมีอาการเปลี่ยนแปลง
ส่วนของการรักษาตัวที่บ้าน HI จะมีการจัดส่ง ยา และเวชภัณ เช่น เครื่องวัดออกซิเจน ปรอทวัดไข้ รวมไปถึงมีการจัดส่งอาหารให้ผู้ป่วยครบทั้ง 3 มื้อ ตลอดการรักษาตัว ทั้งนี้ จากข้อมูลในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีผู้โทรประสานมายังสายด่วน 1330 เพื่อประสานหาเตียงและเข้าระบบการรักษาจำนวน 1500 ราย