เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงประสานกำลังหน่วยหนุมานกองปราบ ออกติดตามไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด ไปจนถึงห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านไทรน้อย จ.นนทบุรี พบนายอัมรินทร์ ยืนอยู่เพียงลำพังที่ลานจอดรถจึงปิดล้อมจับกุมตัวได้ ตรวจค้นภายในตัวไม่พบปืนก่อเหตุ พบเพียงแมกกาซีนสำรอง 1 อัน พร้อมกับเปิดเผยว่า น.ส.พิมพ์นารา ได้ขึ้นรถของแม่ขับหลบหนีต่อมุ่งหน้าไปทาง จ.สุพรรณบุรี
เจ้าหน้าที่แบ่งกำลังไล่ติดตาม จนพบแม่ของผู้ต้องหา แต่ไม่พบตัว น.ส.พิมพ์นารา เมื่อสอบถามพบว่า มีการวางแผนให้แม่ขับรถมารับ น.ส.พิมพ์นารา เพื่อให้ช่วยพาหลบหนีจริง แต่ยังไม่ทันได้เจอตัว เจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนแผนกระจายกำลังเข้าตรวจค้นภายในห้างสรรพสินค้าจุดที่พบเจอตัวนายอัมรินทร์ อย่างละเอียดกระทั่งพบเจอตัวน.ส.พิมพ์นารา ที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ภายในห้องน้ำ พร้อมกับตรวจค้นพบอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวอยู่ในกระเป๋าสะพาย จึงทำการควบคุมตัวทั้งสองมาทำการสอบปากคำ
เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพ นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัตินายอัมรินทร์ พบเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกายและคดียาเสพติด เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.พิมพ์นารา ตามหมายจับพร้อมนำตัวส่ง สภ.คลองห้า จ.ปทุมธานี
ส่วนนายอัมรินทร์ ถูกแจ้ง 7 ข้อหาหนัก ประกอบด้วย 1.ต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้กําลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กําลัง ประทุษร้าย โดยมีหรือใช้อาวุธปืน 2.ข่มขืนใจเจ้าพนักงาน โดยมีหรือใช้อาวุธปืนฯ 3. กระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้น จากการคุมขังไป โดยใช้อาวุธปืนฯ 4. ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองฯ 5. มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองฯ 6.ให้หรือขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานฯ และ 7. ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม (แผ่นป้ายทะเบียน) ก่อนนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป. ดำเนินคดี
ด้านผู้เสียหายที่เคยตกเป็นเหยื่อของน.ส.พิมพ์นารา โดยได้แจ้งความไว้ที่สน.ดอนเมือง ระบุว่า ผู้ต้องหาตั้งวงแชร์ทอง ได้ชวนเข้าร่วมกลุ่มแอคเคาท์ทางไลน์ ก่อนชวนร่วมลงทุน ให้เป็นเปอร์เซนต์แบบวันต่อวัน แต่ระยะหลังเกิดความสงสัย จึงมีการเช็กประวัติ พบว่ามีคดีติดตัวลักษณะฉ้อโกง จึงไปดำเนินการอายัดบัญชีผู้ต้องหาไว้ โดยในตอนแรกมีการพูดจาไกล่เกลี่ย ทยอยผ่อนคืนก่อนที่จะขาดการติดต่อหายไป
ขณะที่ผู้เสียหายอีกราย ได้แจ้งความไว้ที่ สน.มักกะสัน โดยถูกหลอกลงทุนซื้อเสื้อผ้ากระสอบขายให้เป็นเปอร์เซนต์ 30% โดยกระสอบหนึ่งสามารถลงทุนได้ตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลักแสนหลักล้าน โดยรู้จักกันเพราะผู้ต้องหาเป็นแม่ค้าออนไลน์ เคยซื้อขายเสื้อผ้ากันเป็นประจำ จึงเกิดความไว้ใจ ร่วมลงทุนไปจำนวน 1.6 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 62 แต่คดีไม่คืบแต่อย่างใด