นายประสพ กล่าวด้วยว่า วธ. เข้าใจถึงสถานการณ์วิกฤติจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทุกคนต้องมีอาชีพและหารายได้ในรูปแบบต่างๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นการทำมาค้าขายกันโดยสุจริตและมีวิธีการขายสินค้า หรือกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่น่าสนใจ หลากหลาย เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าทำให้ขายสินค้าได้มาก แต่ขอให้ผู้ขายสินค้าออนไลน์ทุกคนได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อสังคม ต่อเด็ก เยาวชน รวมถึงประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามหรือภาพลักษณ์โดยรวมของสังคมไทยด้วย
"ทุกคนสามารถใช้กลยุทธ์ต่างๆ ได้อย่างสร้างสรรค์และหลากหลาย ที่ผ่านมาได้มีตัวอย่างของผู้ค้าออนไลน์หลายคนที่ประสบความสำเร็จได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ ไม่ต้องแต่งกายที่ล่อแหลมและไม่เหมาะสม"
ทั้งนี้ ประชาชนในฐานะลูกค้าสามารถใช้มาตรการทางสังคมโดยไม่สนับสนุนผู้ค้าออนไลน์ที่ใช้ภาษาหยาบคาย หรือแต่งกายไม่เหมาะสม และสนับสนุนการเลือกซื้อสินค้าจากผู้ค้าออนไลน์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้น
วธ. จึงขอความร่วมมือผู้ค้าออนไลน์และผู้บริโภคทุกคนช่วยกันแก้ไขปรับปรุง การซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมไปด้วยกัน
หลังจากนี้ วธ. จะดำเนินการรณรงค์ในเรื่องดังกล่าว อาทิ จัดเสวนารับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนเรื่องการใช้ภาษาไทยและการแต่งกายในการขายสินค้า โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ โดยเชิญผู้แทนกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วม เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สื่อมวลชน นักวิชาการด้านการตลาดออนไลน์ ผู้ประกอบการขายสินค้าออนไลน์ที่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคมมาเสวนาเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน
รวมถึงดำเนินการส่งเสริมและเผยแพร่กิจกรรมการขายสินค้าโดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม การแต่งกายเหมาะสม และใช้ภาษาสุภาพ ซึ่งงานเสวนาดังกล่าวจะจัดขึ้นในรูปแบบปกติหรือรูปแบบออนไลน์นั้นจะพิจารณาตามสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา วธ. ได้มีการรณรงค์และป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้มีเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรม และประชาชนติดตามเฝ้าระวัง ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวัง สอดส่องดูแลและแก้ปัญหา โดยแจ้งข้อมูลมาที่ วธ. ผ่านช่องทางสายด่วนวัฒนธรรม 1765